เรื่องจริง !!! เกี่ยวกับ CPR ที่คุณอาจยังไม่เคยรู้...

CPR facts and statistics
ทำไมต้องเรียนเรื่อง ACLS ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุก 5 ปีที่ฝรั่งออก guideline มาใหม่ ...
ชั้นปวดหลังไม่อยากปั้ม  ไม่ทำ Bystander CPR ได้ไหม เดี๋ยวรถนเรนทรก็มา...

นี่คือเรื่องจริงที่ชาว Emergency ต้องรู้ !

  • ประมาณ 75 – 80 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ป่วยที่ cardiac arrests นอกรพ. (OHCA – out-of-hospital cardiac arrests) เกิดขึ้นที่บ้าน  ดังนั้น การเข้ารับการฝึกอบรม CPR หรือการทำ CPR เป็นอาจช่วยคนที่คุณรักในภาวะวิกฤตได้
  • การทำ CPR ทันที โดยบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ (bystander CPR) โดยไม่รอรถจากโรงพยาบาลหรือทีมแพทย์ไปถึง .... สามารถเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตของผู้ป่วยได้ถึง 2 เท่า  
  • การทำ CPR ช่วยทำให้มีเลือดไปเลี้ยงยังอวัยวะสำคัญ อันได้แก่ กล้ามเนื้อหัวใจและสมอง  และยังเพิ่มโอกาสที่จะทำให้สามารถใช้เครื่องช็อคไฟฟ้า Defibrillator ให้ได้ผลสำเร็จมากขึ้น เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจมีเลือดเลี้ยงดีกว่า 
  • ประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ป่วยที่เสียชีวิตกระทันหัน (sudden cardiac arrest victims) เสียชีวิตก่อนมาถึงโรงพยาบาล 
  • การตายจาก sudden cardiac arrest ไม่ถึงกับหมดหนทางช่วยเหลือ   หากมีคนรู้วิธีการทำ CPR มากขึ้น  ก็อาจช่วยชีวิตให้รอดได้มากขึ้น 
  • ภาวะสมองตาย จะเริ่มต้นขึ้นภายใน 4-6 นาทีหลังจากผู้ป่วยมี cardiac arrest ถ้าไม่ได้ CPR และทำการ Defibrillation ช่วยเหลือในขณะนั้น 
  • ถ้าไม่ได้ทำการ CPR ทันทีโดยบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ (bystander CPR) โอกาสในการรอดชีวิตของผู้ป่วยที่ cardiac arrest จะลดลง 7-10 เปอร์เซ็นต์ ต่อทุก 1 นาทีที่ช้าไป จนกว่าจะถึงตอนที่ได้ Defibrillation (ถ้ามีข้อบ่งชี้)   ส่วนใหญ่แล้วการช่วยเหลือจะประสบความสำเร็จไม่มาก หากไม่ได้เริ่มทำ CPR และ Defibrillation ตั้งแต่ภายในนาทีแรกๆของการหมดสติ 
  • โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้ป่วยเกือบ 450,000 จาก 871,517 คน (สถิติจาก American Heart Association) 
  • ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ เกือบ 325,000 คนต่อปี เสียชีวิตเนื่องจาก sudden cardiac arrest , และเกิดขึ้นนอกโรงพยาบาล หรือ ใน Emergency department   มีคนอเมริกันเสียชีวิตประมาณ 900 คนต่อวันจาก sudden cardiac arrest 
  • Sudden cardiac arrest เกิดจากคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติชนิด Ventricular fibrillation (VF) มากที่สุด และ บ่อยที่สุด   อาจเกิดหลังจาก heart attack , ไฟช๊อต หรือจมน้ำก็ได้  (ได้หลายสาเหตุ) 
  • อาการของ sudden cardiac arrest คือ ผู้ป่วยหมดสติ  , ไม่รู้สึกตัวแม้ได้รับการกระตุ้นปลุกเรียก แล้ว ไม่หายใจแบบปกติ  และยังไม่หายใจ ไม่ขยับ ไม่มี response แม้ได้รับการช่วยหายใจแล้ว 2 ครั้ง

แหล่งที่มา : http://www.americanheart.org 

การทำ CPR ตามหลักเกณฑ์

เรียน สอบถามอาจารย์ อ.สมชาย และทีมงาน  การทำ CPR สำหรับปัจจุบัน มี สอง เวอร์ชั้น 2000/2001  และ 2005/2006   15 : 2 และ 30 : 2  ในการทำ cpr มีการเปรียนเทียบหรือให้ใช้ เวอร์ชั่นใหน ครับหรือว่า ใช้ได้ 2 วิธีครับ  ขอบคุณครับ

ในปัจจุบั

ในปัจจุบัน เราใช้ CPR 2005 เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ส่วนที่มาก็มาจาก research ที่เค้ามา analysed  โดยสรุปแล้ว ก็คือ หาวิธีที่จะ CPR ให้ได้ effective ที่สุด หลักการง่ายๆ ก็คือ push hard , push fast , fully recoil , and minimized interruption
ในช้วงแรก ที่ยังไมได้ definite airway เช่น ET-tube ให้ CPR 100/min ด้วย ratio 30:2 ค่ะ  แต่ถ้าได้ definite airway แล้ว ให้ต่างคนต่างทำ คือ CPR 100/min และ ambu 8-10/min ค่ะ

สำหรับการ ทำ CPR ถ้าเป็นสองคน

ตามหลักเกณฑ์ใหม่ ถ้าเป็น CPR สองคนช่วยกัน ให้ 30 : 2  หรือว่าอย่างไรครับ และสำหรับ CPR นี้ แบ่งเป็นช่วงอายุการ CPR  เหมือนกัน หรือแต่ต่างจากเดิม (ทั้งCPR 1 คน และมีผู้ช่วย)มากน้อยแค่ใหนครับ แนะนำด้วย ขอบคุณครับ 

CPR 2005 โดยคร่าวๆ...

1.  ของ Adult ก่อนนะคะ
  ไม่ว่าจะมีคนช่วยกี่คน ก็ทำ 30:2 ค่ะ  คือ chest compression 30 ครั้ง แล้วจึงช่วยหายใจ 2 ครั้ง 
ทำจนครบ 5  cycles ก่อน (คือ 30:2  รอบที่ 1 ...รอบ 2 ..รอบ 3 ...รอบ 4 ...รอบ 5..)  แล้วช่วยหยุดคลำชีพจร
ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อให้มีช่วงเวลาที่ผู้ป่วยได้รับการ chest compression มากที่สุด ซึ่ง
guideline 2005 นั้น ได้ proof แล้วว่า สิงที่มีผลกับการ CPR ประสบความสำเร็จนั้น  คือ
 1. Effective Chest compression และ 2. Early and adequate defibrillation. ค่ะ
ถ้ามี rescuer 1 คน ก็คงต้องทำคนเดียวนั่นแหละ
ถ้ามี rescuer 2 คน  ก็สลับกันเมื่อครบ 5 cycles ค่ะ

นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยที่ว่า
ถ้าเป็น Witness arrest (คือ ล้มกัน arrest ไปเดี๋ยวนั้น เห็นกันจะจะ )  เมื่อได้เครื่อง AED มาแล้ว ให้ติดและทำการ analyse เพื่อหาข้อบ่งชี้ในการ defib เลย 
แต่ถ้าผู้ป่วย Arrest มาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้  (Nonwitness arrest)  แนะนำให้ CPR ครบ 5 cycles หรือ 2 นาที ก่อน
แล้วค่อยทำการติด AED เพื่อหาข้อบ่งชี้ในการ defib ค่ะ

2.สำหรับเด็ก  ที่ไม่ใช่เด็กแรกเกิด
ถ้ามีคนเดียว ให้ทำ 30 :2 ถ้ามี 2 คน (rescuers) ให้ทำ 15:2
รายละเอียดฝาก อาจารย์ banana เล่าต่อด้วยค่ะ

ขอบคุณที่ให้ความสนใจค่ะ 
เร็วๆนี้จะพยายามทำ สรุป ขึ้น blog ให้นะคะ

ขอบคุณครับ CPR 2005 โดยคร่าวๆ.../ข้อมูล

ขอบคุณ ครูและอาจารย์ทุกท่าน เพราะว่าข้อมูลนี้หาตำราค่อนข้างอยากครับ ขอให้กำลังลังใจทีมงาน ครู ก และ ข ทุกท่านครับ ที่ได้สละเวลา ให้ข้อมูล แก่ สิทธิ์/และผู้สนใจ 
รอข้อมูล สรุปขั้น blog  

สอบถามคุณครู สำหรับ คนเคยมีอาการ

สำหรับอาการศที่เย็นหนาว ครับ มีอาการหายใจไม่สะดวกเช่นครับ เช่นคนที่เป็นภูมิแพ้ แล้วมีอาการหอบหืดมีอาการ ตอน เช้าๆ ประมาณ หลังเที่ยงคืนเป็นต้นไป แนะนำด้วยครับ ว่า ควรปฏิบัติตนหรือช่วยเหลือต้นเองหรือบุคคลอื่นๆ ในยามฉุกเฉินก่อนถึง รพ.อย่างไร แล้วกลุ่มอาการมี หนัก เบา อย่างแนวทางการปฏิบัติตนเบื้องต้นและแนวทางป้องกันด้วยครับ
ขอบคุณครับ

CPR 2005 โดยคร่าวๆ.สอบถามการนับเพิ่ม

สอบถามวิธีการนับสำหรับการหลักเกณฑ์ 2005/2006 นะครับ ว่านับอย่างไรครับ

1)เริ่มนับ 1 ไปเรื่อย ๆ จนถึง 30 : 2

2)เริ่มนับ 1 และ 2 - และ 10 พอ 10 ไม่ต้องมีและ จนถึง 30 : 2

3)เริ่มนับ ตามข้อ 1 หรือ ข้อ 2 ข้อใดข้อหนี่ง เช่น

- 1-30 เป่า 2

-  31-60 เป่า 2

-  61- 90 เป่า 2

-  91 - 120 เป่า 2

-  120 - 150 เป่า 2

ตาม ข้อ 1 - 3  ( 5 รอบ )

เพราะการเรียนการสอบ แต่ละที่ แม้ อบรม FR - EMT ก็ไม่เหมือนกันครับ

ใช้อะไรเป็นมาตรฐาน ครับ เพราะผมได้รับทราบ ตามที่ถามนี้ จากหลายหน่วยงาน ที่เปิดอบรมด้านนี้ครับ

การ CPR 2005/2006

CPR 2005/2006  อัตราความเร้วที่ 100/นาที ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ 30:2  จำนวน 5 รอบ สำหรับความเร็วตามกำหนดหนดนี้ มาตราฐานความเร็ว อยู่ที่ความเร็ว ใช้วินาที  เป็นตัวกำหนดขั้นต่ำได้เหรือเปล่าครับ และสำหรับช่องว่า สำหรับ การ CPR  โดยมีผู้ CPR  1และ 2 คนช่วย ความห่าง กีวินาที ใช้ในการเป่า 2 หลังจาก กด อกแล้ว 30 นะ ครับ / ขอบคุณครับ

การCPRเด็ก

สำหรับการCPR เด็กจะแบ่งเป็น2ช่วงอายุคือ
1.child เด็กอายุ1-8ปี: สำหรับการช่วยเหลือที่มีผู้ช่วยเหลือคนเดียวให้ทำเหมือนผู้ใหญ่คือ30:2 คื อช่วยหายใจ 2 ครั้ง กดหน้าอก30ครั้ง แต่ถ้ามีผู้ช่วยเหลือสองคน เป็นบุคคลากรทางการแพทย์ให้ใช้อัตรา15:2 โดย
- อัตราในการช่วยหายใจ15-20 ครั้ง/นาที หรือห่างกันทุก3-5วินาที ถ้าใส่ท่อช่วยหายใจแล้วก็8-10เทื่ผู้ใหญ่ค่ะ
-ความเร็วในการกดหน้าอก100/นาที ใช้มือเดียวหรือสองมือก็ได้ แล้วแต่ถนัดกดบริเวณกึ่งกลางหน้าอกระดับราวนม
2.infant(เด็กอายุ<1ปี):ใช้อัตราเหมือนกันทุกอย่าง ต่างกันตรงที่การกดหน้าอกจะใช้เป็นtwo-thumb หรือ two finger techniqueก็ได้ คือใช้นิ้วโป้ง2นิ้ว มือโอบรอบตัว วางบริเวณกึ่งกลางต่ำกว่าราวนมเล็กน้อย
ส่วนในเด็กแรกเกิดจะต่างออกไป เดี๋ยวอ.Jackkyคงมาpostให้เร็วๆนี้
สรุปไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่  สำหรับบุคคลทั่วไปเพื่อให้จำง่ายถ้าคนช่วยคนเดียวทำเหมือนกันหมดคือ30:2ค่ะ
 

แต่ถ้ามีผู้ช่วยเหลือสองคน เป็นบุคคลากรทางการแพทย์ให้ใช้อัตรา15:2

เรียน ครู banana 057 ครับ
สำหรับผู้ช่วยเหลือ 2 คน  อัตรา 15 : 2 ถ้ามีผู้ช่วยเหลือ สองคน ต้องเป็นบุคลากรทางการแพทย์
คุณครูช่วยอธิบายเพิ่ม บุคลากรทางการแพทย์ ระดับใดขึ้นไปครับ และถ้าเป็นบุคคลทั่วไป ถ้ามีผู้ช่วยเหลือ 2 คน ต้องใช้ อัตราใดครับ

การ cpr เด็กและผู้ใหญ่ มีจ้อแต่ต่างใน

การ cpr เด็กและผู้ใหญ่ มีข้อแตกต่างใน การขอความช่วยเหลือ ก่อนที่ทีมกู้ชีพจะมาถึงอย่างไร ครับ ที่นี้ ในการ ขอความช่วยเหลือ เช่น เด็กกับผู้ใหญ่ มีหลักการ กำหนดอย่างไร เช่น cpr ก่อนแล้วค่อยโทร. หรือว่า โทร.ก่อนการ cpr  นะครับ ว่าต้องใช้หลักเกณฑ์แตกต่างกันอย่างไร ระหว่างเด็กและผู้ใหญ่นะครับ  

ศูนย์กู้ชีพ "นเรนทร"
เลขที่ 2 อาคารศูนย์กู้ชีพนเรนทร โรงพยาบาลราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400

ห้ามคัดลอกเนื้อหาและข้อความที่ปรากฏบนเวบไซต์แห่งนี้ โดยมิได้รับอนุญาต