บาดเจ็บช่องท้อง
การบาดเจ็บต่อช่องท้อง
Abdominal Trauma
จุดประสงค์
1. สามารถวิเคราะห์เหตุการณ์ ณ ที่เกิดเหตุ เพื่อบอกความเป็นไปได้ในการเกิดการบาดเจ็บต่อช่องท้องได้
2. สามารถตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อประเมินภาวะเลือดออกในช่องท้องได้
3. จากอาการบาดเจ็บภายนอก สามารถบอกได้ว่าผู้ป่วยจะมีความบาดเจ็บต่ออวัยวะใดในช่องท้องได้
4. สามารถประเมินจากที่เกิดเหตุ แล้วบอกถึงผลทางพยาธิสรีรวิทยาที่อาจเกิดขึ้นจากการบาดเจ็บทางช่องท้องได้ ทั้งบาดแผลจากการชนกระแทกและบาดแผลแทงทะลุ
5. บอกข้อบ่งชี้ในการทำหัตถการ และการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยบาดเจ็บทางช่องท้องได้
6. เข้าใจถึงการตัดสินใจในการทำการรักษา ทั้งผู้ป่วยที่ถูกแทง, อวัยวะภายในออกมาอยู่นอกช่องท้อง, การบาดเจ็บต่ออวัยวะเพศภายนอก
7. อธิบายข้อบ่งชี้, ข้อห้าม, ข้อดี, ข้อเสีย และข้อจำกัดของการใช้เฝือกลม(pneumatic antishock garment) ในการรักษาเลือดออกในช่องท้องและเชิงกรานได้
8. นำการเปลี่ยนแปลงทางกายภาคและสรีรวิทยาในหญิงตั้งครรภ์ มาใช้ในการอธิบายพยาธิสรีรวิทยาและช่วยในการรักษาการบาดเจ็บทางช่องท้องได้
9. อธิบายผลการบาดเจ็บของมารดาต่อทารกที่อยู่ในครรภ์ และลำดับขั้นในการช่วยเหลือมารดาและทารกได้
การบาดเจ็บทางช่องท้องที่วินิจฉัยไม่ได้ เป็นสาเหตุการตายที่สำคัญในผู้ป่วยอุบัติเหตุ โดยสาเหตุการตายของการบาดเจ็บช่องท้อง คือ การเสียเลือดมาก
การที่ผู้ป่วยไม่มีอาการและอาการแสดงของการบาดเจ็บช่องท้อง ไม่ได้แสดงว่าจะไม่มีการบาดเจ็บ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีความรู้สึกตัวลดลง ดังนั้น จึงมีความสำคัญที่เราควรประเมินกลไกการบาดเจ็บเพื่อช่วยบอกความเป็นไปได้ในการเกิดการบาดเจ็บช่องท้องได้
โครงสร้างทางกายภาค
ในช่องท้องบรรจุด้วยอวัยวะภายในของระบบทางเดินอาหาร, ระบบต่อมไร้ท่อ, ระบบทางเดินปัสสาวะ และหลอดเลือดใหญ่ ช่องท้องทางด้านบนอยู่ติดกะบังลม และล้อมรอบด้วยผนังหน้าท้องด้านหน้า, กระดูกเชิงกราน, กระดูกสันหลัง และกล้ามเนื้อ
• ช่องท้องแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่
1. ช่องท้อง(Peritoneum) ภายในมีม้าม, ตับ, ถุงน้ำดี, กระเพาะอาหาร, อวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิง(มดลูกและรังไข่), บางส่วนของลำไส้ใหญ่ และลำไส้เล็ก
2. ช่องหลังช่องท้อง(Retroperitoneum) ภายในมีไต, ท่อไต, หลอดเลือด(แดง,ดำ)ใหญ่, ตับอ่อน, ลำไส้เล็กส่วนดูโอดีนัม, ลำไส้ใหญ่บางส่วน และลำไส้ตรงส่วนทวารหนัก
• กระเพาะปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์เพศชายอยู่ใต้ต่อช่องท้อง
• ส่วนบนของช่องท้องถูกล้อมรอบด้วยกระดูกซี่โครงและกระดูกสันหลัง เพื่อป้องกันอวัยวะภายในที่สำคัญไม่ให้เกิดอันตราย แต่ในกรณีที่กระดูกซี่โครงหัก ก็จะทำให้อวัยวะดังกล่าวเป็นอันตรายไปด้วย
• ส่วนล่างของช่องท้องถูกล้อมรอบด้วยกระดูกเชิงกราน ถ้ากระดูกเชิงกรานหักจะทำให้มีเลือดออกในช่องหลังช่องท้องได้
• เพื่อประโยชน์ในการดูแลผู้ป่วยจึงแบ่งช่องท้องออกเป็น 4 ส่วน
พยาธิสรีรวิทยา
• แบ่งอวัยวะในช่องท้องออกเป็นอวัยวะตัน(Solid organ), อวัยวะกลวง(Hollow organ), และหลอดเลือด
• การบาดเจ็บต่ออวัยวะตันและหลอดเลือดจะทำให้เกิดเลือดออก
• การบาดเจ็บต่ออวัยวะกลวงจะทำให้มีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ช่องท้อง ทำให้เกิดเยื่อบุช่องท้องอักเสบและการติดเชื้อในกระแสเลือดได้
• ในผู้ป่วยที่ได้รับบาดแผลแทงทะลุ ถ้าทราบวิถีกระสุนหรือแนวของมีด จะทำให้คาดเดาอวัยวะที่อาจเกิดอันตรายได้
บาดแผลแทงทะลุ
• กะบังลมสูงสุดอยู่ที่ช่องซี่โครงที่ 4, ด้านข้างอยู่ที่ช่องซี่โครงที่ 6 และ ด้านหลังที่ช่องซี่โครงที่ 8 ดังนั้น ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บในบริเวณที่ต่ำกว่านี้ ก็อาจมีอันตรายต่ออวัยวะในช่องท้องได้
บาดแผลแรงกระแทก มักเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต เนื่องจากวินิจฉัยได้ยาก
• การบาดเจ็บ เกิดจาก
1. แรงกด(Compression force) ทำให้อวัยวะตันถูกทำลาย
2. แรงบิด(Shear force) ทำให้อวัยวะตันและหลอดเลือดฉีกขาด
• อวัยวะที่ฉีกขาดง่าย ได้แก่ ตับและม้าม ซึ่งมักทำให้เกิดเลือดออกได้ปริมาณมาก
การประเมินผู้ป่วย
• การวินิจฉัยการบาดเจ็บช่องท้องทำได้ยาก โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีเครื่องมือจำกัด เช่น ณ ที่เกิดเหตุ
• ลักษณะที่แสดงถึงการบาดเจ็บทางช่องท้อง
1. กลไกการบาดเจ็บ
2. พบว่าพวงมาลัยบิดเบี้ยว แสดงถึงการมีการกระแทกรุนแรง
3. เนื้อเยื่ออ่อนบริเวณหน้าท้อง, เอวและหลังช้ำ
4. ความดันต่ำโดยหาสาเหตุไม่ได้
5. รอยคาดเข็มขัดนิรภัย
6. มีเยื่อบุช่องท้องอักเสบ
กลไกการบาดเจ็บ
• แผลถูกแทงมีอัตราการเกิดอันตรายต่ออวัยวะในช่องท้องน้อย โดยมีอัตราการต้องรักษาโดยการผ่าตัดเพียง 15%
• แผลถูกยิงมีอัตราต้องรักษาโดยการผ่าตัด 85%
• การบาดเจ็บจากการถูกกระแทกเนื่องจากรถหยุดกระทันหัน หรือถูกกระแทกอย่างแรง เช่น ถูกทำร้าย, ตกบันได, อุบัติเหตุจากกีฬา หรืออุบัติเหตุการจราจร มักจะทำให้เกิดการบาดเจ็บในช่องท้อง
ประวัติ
• ได้จากผู้ป่วย, ครอบครัว, ผู้อยู่ในเหตุการณ์
• ควรบันทึกในใบข้อมูลผู้ป่วย และรายงานโรงพยาบาลที่จะนำส่งผู้ป่วย
1. ประวัติการแพ้
2. ประวัติยา
3. ประวัติโรคประจำตัวเดิม/ประวัติการผ่าตัด
4. ประวัติอาหารมื้อสุดท้าย
5. เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ
• อุบัติเหตุจราจรณ์ควรซักประวัติ
1. ลักษณะที่รถชนและตำแหน่งผู้ป่วยบนรถ
2. ความเสียหายของรถในส่วนที่ผู้ป่วยนั่ง, การผิดรูปของพวงมาลัย และเวลาที่ใช้ในการนำผู้ป่วยออกจากรถ
3. การใช้อุปกรณ์ป้องกัน เช่น เข็มขัดนิรภัย, ถุงลมนิรภัย
• ผู้ป่วยถูกแทง ควรซักประวัติ
1. ลักษณะของอาวุธ เช่น ชนิดปืน, ความยาวมีด
2. จำนวนครั้งที่ถูกยิงหรือแทง
3. จำนวนเลือดออกในที่เกิดเหตุ
การตรวจร่างกายเบื้องต้น (ตรวจทางเดินหายใจ, การไหลเวียนเลือด, ความรู้สึกตัว)
• การบาดเจ็บช่องท้องรุนแรง จะทำให้มีความผิดปกติในการหายใจและการไหลเวียนของโลหิตซึ่งเป็นผลมาจากการเสียเลือดจนช็อค
• การฉีกขาดของกะบังลมจนอวัยวะในช่องท้องเคลื่อนขึ้นมาในช่องอก จะทำให้การหายใจแย่ลงได้
• การที่ผู้ป่วยช็อคโดยหาสาเหตุไม่ได้ ถือเป็นข้อบ่งชี้สำคัญของการบาดเจ็บช่องท้อง
• ความรู้สึกตัวของผู้ป่วย อาจเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่เริ่มมีอาการช็อคในช่วงแรก
การตรวจร่างกายอย่างละเอียด
• อาการของเยื่อบุช่องท้องอักเสบ
1. มีอาการปวดท้องเมื่อถูกกดท้องหรือไอ
2. หน้าท้องแข็งเกร็ง
3. เคาะท้องแล้วเจ็บ
4. เสียงการเคลื่อนไหวของลำไส้ลดลงหรือหายไป
การตรวจร่างกายอย่างละเอียด: การดู
• การบาดเจ็บของเนื้อเยื่ออ่อนบริเวณหน้าท้อง, เอว และหลัง เช่น รอยช้ำ, แผลต่างๆ, เลือดออก ฯลฯ
• Grey-Turner’s sign (รอยเขียวช้ำบริเวณเอว) และ Cullen’s sign (รอยเขียวช้ำรอบสะดือ) แสดงถึงเลือดออกในช่องหลังช่องท้อง แต่มักไม่เห็นในช่วง 2-3 ชั่วโมงแรก
• รอยคาดเข็มขัดนิรภัย แสดงถึงการอาจเกิดการบาดเจ็บช่องท้อง โดยเฉพาะในเด็ก
• รูปร่างของท้อง ถ้าท้องโป่งตึงแสดงถึงการมีเลือดออกในช่องท้อง โดยต้องมีเลือดออกมากกว่า 1.5 ลิตรท้องจึงจะโป่งตึง
• นอกจากนี้ ท้องอาจโป่งได้ในกรณีกระเพาะอาหารโป่งตึง ซึ่งอาจเกิดได้จากลมที่เข้ากระเพาะในช่วงที่ช่วยหายใจ
การตรวจร่างกายอย่างละเอียด: การคลำ
• การกดท้องจะแสดงตำแหน่งที่บาดเจ็บ โดยผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บบริเวณที่มีเยื่อบุช่องท้องอักเสบ
• นอกจากนี้ผู้ป่วยจะมีการเกร็งหน้าท้อง โดยแบ่งเป็น
1. ผู้ป่วยเกร็งหน้าท้องเองเวลากด(Voluntary guarding)
2. หน้าท้องเกร็งจากการหดตัวของกล้ามเนื้อหน้าท้อง(Involuntary guarding)
• การกดหน้าท้องแล้วปล่อยอย่างรวดเร็ว(Rebound tenderness) จะทำให้ผู้ป่วยเยื่อบุช่องท้องอักเสบมีอาการเจ็บมากขณะปล่อย
• ควรหลีกเลี่ยงการกดท้องแรงๆ เนื่องจากการกดท้องที่แรงจะทำให้ก้อนเลือดที่อุดหลอดเลือดหลุดออก และมีเลือดออกมากได้
• แม้การตรวจโดยการคลำจะมีประโยชน์ในการบอกถึงการบาดเจ็บช่องท้อง แต่ก็มีข้อจำกัดในผู้ป่วยที่มีความเปลี่ยนแปลงในความรู้สึกตัว, ผู้ป่วยเด็กและคนชรา, ผู้ป่วยกระดูกซี่โครงและกระดูกเชิงกรานหัก
• การตรวจกระดูกเชิงกรานหัก ตรวจโดย
1. กดขอบกระดูกiliacไปทางด้านหลัง
2. กดขอบกระดูกiliacทั้งสองข้างเข้าหากัน
3. กดขอบแนวเชื่อมกระดูกpubic (E)ไปทางด้านหลัง
การตรวจร่างกายอย่างละเอียด: การฟัง, การเคาะ
• การฟังเสียงการเคลื่อนไหวของลำไส้ มักไม่ช่วยในการประเมินผู้ป่วย ณ ที่เกิดเหตุ เพราะไม่เปลี่ยนแปลงการรักษา
• การฟังเสียงการเคลื่อนไหวของลำไส้ได้ในช่องอก แสดงถึงการฉีกขาดของกะบังลม
• การเคาะช่องท้องเพื่อฟังว่าทึบหรือโปร่ง ไม่ช่วยเปลี่ยนแปลงการรักษา แต่ถ้าเคาะแล้วเจ็บแสดงถึงเยื่อบุช่องท้องอักเสบได้
การตรวจพิเศษ
• ในห้องฉุกเฉิน อุลตราซาวน์เป็นเครื่องมือประเมินเลือดออกในช่องท้อง เรียกว่า “Focused Assessment with Sonography for Trauma(F.A.S.T.)” คือตรวจว่ามีน้ำในช่องท้องหรือไม่ โดยดู 3-4 ตำแหน่ง
• เนื่องจากความง่ายในการทำ จึงมีการนำอุลตราซาวน์มาใช้ ณ ที่เกิดเหตุในบางที่ แต่ยังไม่พบประโยชน์ต่อผู้ป่วยเป็นที่แน่ชัด จึงยังไม่ได้มีการแนะนำให้ใช้ F.A.S.T. ณ ที่เกิดเหตุ
F.A.S.T.
• ประเมินของเหลวที่ขังใน 4 ตำแหน่ง ได้แก่ ช่องเยื่อหุ้มหัวใจ, บริเวณตับ, ม้าม และ ช่องเชิงกราน
• พบของเหลวในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง ก็จัดว่าเป็นผลบวก
• ข้อดี: ทำได้เร็ว, ทำได้ข้างเตียง, ไม่ขัดขวางการช่วยฟื้นคืนชีพ, ไม่เจ็บ และราคาถูก
• ข้อเสีย: อาจไม่ถูกต้องกรณีผู้ป่วยอ้วน, มีลมใต้ผิวหนัง หรือเคยผ่าตัดช่องท้อง และต้องใช้ผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำมาก่อน
การรักษา
• หลักสำคัญ คือ บอกได้ว่าผู้ป่วยน่าจะมีการบาดเจ็บช่องท้องหรือไม่ และถ้าคาดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดเยื่อบุช่องท้องอักเสบ ให้รีบนำส่งผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด
• หลังจากประเมินแล้วว่าที่เกิดเหตุปลอดภัย ให้เข้าไปประเมินผู้ป่วยและบริเวณที่เกิดเหตุ
• ดูแลทางเดินหายใจให้เหมาะสม เพื่อให้ค่าความอิ่มตัวออกซิเจนในเลือดมากกว่า 95%
• ควบคุมเลือดออกภายนอก และให้ผู้ป่วยอยู่นิ่งบนกระดานรองหลัง
• รีบนำผู้ป่วยไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดที่สามารถผ่าตัดได้ เนื่องจากการบาดเจ็บช่องท้องบางอย่างต้องผ่าตัดเพื่อหยุดเลือดออก
• ในผู้ป่วยความดันโลหิตต่ำ สงสัยมีเลือดออกในช่องท้อง ช่องหลังช่องท้อง หรือกระดูกเชิงกรานหัก สามารถใช้เฝือกลมได้ แต่มีข้อห้ามในผู้ป้วยที่มีปัญหาการหายใจ, ลำไส้ออกมานอกช่องท้อง, มีวัตถุปักคาช่องท้อง และ ภาวะที่สงสัยกะบังลมฉีกขาดในหญิงตั้งครรภ์
• เปิดหลอดเลือดดำและให้น้ำเกลือ ระวังการให้น้ำเกลือมากเกินไปอาจทำให้ก้อนเลือดที่อุดบาดแผลหลุดได้ ดังนั้น ควรให้น้ำเกลือแค่พอให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญเพียงพอ หรือ ค่าความดันตัวบน 80-90 มิลลิเมตรปรอท (ค่าเฉลี่ยความดัน 60-65)
ภาวะพิเศษที่ต้องพิจารณา
มีวัตถุปักคาช่องท้อง
• การดึงออกอาจทำให้การบาดเจ็บมากขึ้น และวัตถุที่เคยกดหยุดเลือดไว้หลุดออก ดังนั้น จึงห้ามดึงออก ณ ที่เกิดเหตุยกเว้น
1. วัตถุนั้นขวางทางเดินหายใจของผู้ป่วย
2. วัตถุนั้นขวางการช่วยฟื้นคืนชีพ(CPR)
• ควรทำให้วัตถุนั้นอยู่นิ่งระหว่างเคลื่อนย้าย
• ถ้ามีเลือดออกข้างวัตถุ ให้ใช้ส่วนแบนของมือกดหยุดเลือด
• ไม่ควรคลำหรือกดท้อง เพราะจะทำให้การบาดเจ็บแย่ลง
• การมีวัตถุปักคาช่องท้อง เป็นข้อห้ามในการใช้เฝือกลม
อวัยวะภายในออกมาอยู่นอกช่องท้อง
• มีอวัยวะภายในผ่านแผลเปิดออกมาอยู่นอกช่องท้อง
• ไม่ควรนำอวัยวะที่ออกมา ใส่กลับเข้าไปในช่องท้อง แต่ป้องกันไม่ให้อวัยวะที่ออกมาเกิดการบาดเจ็บมากขึ้น
• พยายามทำให้อวัยวะที่ออกมานอกช่องท้องชื้น เนื่องจากถ้าแห้งจะทำให้เซลล์ตาย อาจใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำเกลือคลุม และคลุมทับภายนอกด้วยก๊อซแห้งเพื่อควบคุมอุณหภูมิกายผู้ป่วยไม่ให้เย็น
• ที่สำคัญ ต้องพยายามช่วยให้ผู้ป่วยสงบ เนื่องจากถ้าผู้ป่วยร้องไห้ หรือไอ จะยิ่งทำให้ดันอวัยวะภายในออกมามากขึ้น
หญิงตั้งครรภ์
การเปลี่ยนแปลงทางกายวิภาค
• การบาดเจ็บต่อมดลูก จะทำให้มดลูกแตก ฉีกขาด รกลอกตัว และถุงน้ำคร่ำแตกได้ ซึ่งจะทำให้มีเลือดออกมาก
• การที่หญิงตั้งครรภ์มีท้องที่โตขึ้น ทำให้ล้มง่าย
• ลำไส้ถูกดันขึ้นไปอยู่ส่วนบนของช่องท้อง
การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา
• ชีพจรเต้นเร็วขึ้น 15-20 ครั้ง/นาที
• ในช่วง 12-28 สัปดาห์ ความดันจะต่ำลง 5-15 มิลลิเมตรปรอท และกลับสู่ระดับปกติในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์
• ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 10 หัวใจจะสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายมากขึ้น 1-1.5 ลิตร/นาที
• ช่วงใกล้คลอด ปริมาณเลือดของมารดาเพิ่มขึ้น 50%
• หญิงตั้งครรภ์ในช่วงใกล้คลอด อาจมีความดันต่ำถ้านอนหงาย เนื่องจากมดลูกกดหลอดเลือดดำใหญ่ในช่องท้อง แก้ไขโดย
1. นอนตะแคงทับซ้าย หรือในกรณีผู้ป่วยต้องใช้กระดานรองหลัง ให้หนุนสะโพกด้านขวาให้สูงขึ้น 4-6 นิ้ว(10-15 เซนติเมตร)
2. ถ้าขยับตัวผู้ป่วยไม่ได้ ให้ยกขาขวาเพื่อดันมดลูกไปทางซ้าย
3. ดันมดลูกไปทางซ้ายโดยตรง
• ช่วงใกล้คลอด กะบังลมจะถูกดันสูงขึ้น ทำให้มีอาการเหนื่อยได้ โดยเฉพาะถ้านอนหงาย
• การเคลื่อนตัวของลำไส้จะช้าลงระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้โอกาสเกิดการสำลักอาหารง่ายขึ้น
• ภาวะครรภ์เป็นพิษ จะทำให้หญิงตั้งครรภ์มีอาการบวม, ความดันโลหิตสูง, ซึมลง และชักได้ ทำให้อาจสับสนในผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ
การประเมินผู้ป่วยตั้งครรภ์
• การตั้งครรภ์ทำให้มารดาหายใจลำบากได้ โดยเฉพาะในท่านอนหงาย ดังนั้น ควรฟังเสียงหายใจและวัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดด้วย
• ถ้ามีเลือดออกในช่องท้อง จะมีอาการผิดปกติที่ตรวจได้ช้า(เป็นชั่วโมง) อาจต้องดูอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น สีผิวหนัง
• เมื่อมารดามีความดันต่ำ เลือดที่ไปเลี้ยงมดลูกจะน้อยลง
• ไม่ควรเสียเวลาในการฟังหัวใจทารก แต่ควรถามเรื่องการหดตัวของมดลูก, การเคลื่อนไหวของทารก และเลือดออกจากช่องคลอด
การรักษา
• รักษาภาวะของมารดาเป็นหลัก
• ควรทำให้ผู้ป่วยมีการหายใจที่เพียงพอ โดยพยายามทำให้ค่าความอิ่มตัวออกซิเจนในเลือดมากกว่า 95%
• ควรรีบรักษาความดันโลหิตต่ำโดยเร็ว แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าจะต้องรักษาความดันไว้ที่เท่าใด โดยทั่วไปควรให้ความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ
• ควรรีบนำผู้ป่วยไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยเร็ว
การบาดเจ็บบริเวณอวัยวะเพศ
• การบาดเจ็บของไต, ท่อไต และกระเพาะปัสสาวะ-->ปัสสาวะเป็นเลือด
• การบาดเจ็บของไต-->เลือดออกในช่องหลังช่องท้องจนเสียชีวิตได้
• กระดูกเชิงกรานหัก ทำให้กระเพาะปัสสาวะ, ช่องคลอด และลำไส้ตรงส่วนทวารหนักฉีกขาดได้
• การบาดเจ็บของอวัยวะเพศ ทำให้มีอาการเจ็บปวดและเสียเลือดได้มาก เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีปลายประสาทและหลอดเลือดอยู่มาก
• เลือดออกภายนอก สามารถหยุดได้โดยการกด
• ถ้าไม่มีเลือดออก ให้ปิดคลุมบาดแผลด้วยก๊อซชุบน้ำเกลือ
สรุป
• การบาดเจ็บช่องท้อง ทำให้เกิดอันตรายได้มาก เนื่องจากการตรวจร่างกายไม่ชัดเจน และผู้ป่วยมีอาการแย่ลงเร็ว ดังนั้น การประเมินความเป็นไปได้ในการเกิดการบาดเจ็บจึงเป็นสิ่งสำคัญ
• การดูแลผู้ป่วยในที่เกิดเหตุมีประโยชน์น้อย ดังนั้น จึงควรนำส่งผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ให้เร็วที่สุด
• เ ฝือกลมมีประโยชน์ในผู้ป่วยที่ช็อคจากการบาดเจ็บช่องท้อง และกระดูกเชิงกรานหัก
• ควรทราบการเปลี่ยนแปลงในหญิงตั้งครรภ์เพื่อเป็นประโยชน์ในการดูแลรักษา
• การจะรักษาทารกในครรภ์ให้ปลอดภัย ต้องเริ่มจากการดูแลมารดาให้มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆที่เพียงพอ
