การบาดเจ็บของทรวงอก
การบาดเจ็บของทรวงอก
Chest Trauma
กายวิภาค

ความแรงกับการบาดเจ็บ
- สิ่งที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ มีความสัมพันธ์กับแรงที่กระทำต่ออวัยวะนั้นๆ
- แรงยิ่งมาก ยิ่งทำให้เกิดการบาดเจ็บที่รุนแรงขึ้น และกินวงกว้างขึ้น
การประเมินเบื้องต้น
AMPLE :
อายุ
ประวัติการใช้ยา
ประวัติอดีต
อาหารมื้อสุดท้าย
เหตุการณ์การบาดเจ็บ
อาการและอาการแสดง
- เจ็บหน้าอก อาจเจ็บมากขึ้นเวลาหายใจ หรือขยับตัว
- อาจมีอาการหายใจตื้น หายใจสั้นๆ
- ในบางรายที่ช็อค อาจมีอาการมึนงงศีรษะ สับสนได้
!!!จำไว้ว่า ไม่มีอาการ ไม่ได้หมายถึง ไม่มีการบาดเจ็บ!!!
การตรวจร่างกาย: การวัดสัญญาณชีพ และการวัดออกซิเจนปลายนิ้ว
การตรวจอวัยวะในช่องอก
- ดู :
ซีด เหงื่อแตก ช็อค
เขียว ขาดออกซิเจน
อัตราการหายใจ , ลักษณะการหายใจ ( หายใจเฮือก ,ปีกจมูกบาน ,หน้าอกบุ๋ม)
หลอดลมอยู่ตรงกลาง หรือเอียงไปด้นใดด้านหนึ่ง
หลอดเลือดดำที่คอโป่งหรือไม่
มีบาดแผลภายนอก บริเวณทรวงอกหรือไม่
เวลาหายใจ ทรวงอกสองข้าง ขยายเท่ากันหรือไม่
- ฟัง : เสียงลมหายใจด้านหนึ่งเบากว่าอีกด้าน -->ลมหรือเลือดในช่องปอด
เสียงครืดคราดในปอด -->ปอดช้ำ
- คลำ : คลำเบาๆ บริเวณทรวงอก เพื่อดูอาการเจ็บ คลำได้กรอบแกรบ หรือซี่โครงยุบ
- เคาะ : ทำได้ยาก ณ ที่เกิดเหตุ
เคาะทึบ -->ปอดช้ำ หรือเลือดออกในช่องปอด
เคาะโปร่ง-->ลมรั่วในช่องปอด
การดูแลรักษา
- กระดูกซี่โครงหัก (Rib Fractures)
- กระดูกซี่โครงซี่บนหนาและเหนียว และมีกล้ามเนื้อบริเวณไหล่และสะบัก ช่วยป้องกันไว้ ดังนั้น ถ้ามีกระดูกหัก แสดงว่าการบาดเจ็บต้องรุนแรง และอาจมีการบาดเจ็บของอวัยวะอื่นร่วมด้วยได้ เช่น การฉีกขาดของเส้นเลือดแดงใหญ่
- กระดูกซี่โครงที่พบว่าหักบ่อยที่สุดคือ ซี่ที่ 4-8 ทางด้านข้าง เนื่องจากกระดูกบาง และไม่ค่อยมีกล้ามเนื้อหุ้ม
- กระดูกซี่โครงที่หัก อาจทิ่มและทำให้เกิดการฉีกของกล้ามเนื้อ ปอด หลอดเลือด และทำให้เกิดปอดช้ำได้
- กระดูกซี่โครงหักธรรมดา ไม่ทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตในผู้ใหญ่
- กระดูกซี่โครงส่วนล่างๆหัก อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บของตับและม้ามได้
การประเมินเบื้องต้น
- ผู้ป่วยมักบ่นเจ็บหน้าอก และอาจหายใจสั้นๆ
- อาจมีหายใจเหนื่อย กดเจ็บบริเวณหน้าอก หรือคลำได้กรอบแกรบ
- สิ่งที่ต้องทำ คือวัดสัญญาณชีพ โดยเฉพาะอัตราการหายใจ และการวัดออกซิเจนปลายนิ้ว
การดูแลเบื้องต้น
- ลดอาการปวด
- ประเมินผู้ป่วยเป็นระยะ เพื่อเฝ้าระวังอาการช็อคและการหายใจล้มเหลว
- ให้น้ำเกลือ (ขึ้นอยู่กับอาการผู้ป่วย และระยะเวลาที่นำส่งโรงพยาบาล)
- ให้ผู้ป่วยหายใจเข้าลึกๆ และไอ เพื่อลดการเกิดปอดแฟบ และปอดอักเสบ
- ให้ออกซิเจน และช่วยหายใจตามความจำเป็น
2. อกรวน (Flail Chest)
- กระดูกซี่โครงหัก ตั้งแต่ 2 ซี่ขึ้นไป โดยหักมากกว่า 1 ตำแหน่ง
- กระดูกทรวงอกแยกส่วน และมีปอดช้ำ
- ผู้ป่วยจะมีภาวะหายใจลำบาก จาก 2 สาเหตุ คือ อกรวน และปอดช้ำ
- จะพบว่า ในขณะหายใจเข้าทรวงอกขยาย ส่วนที่หักจะยุบตัวลงเนื่องจากความดันในปอดที่เป็นลบ ทำให้การหายใจไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ซึ่งจะมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับว่าส่วนที่หักใหญ่แค่ไหน
- ปอดที่ช้ำ ทำให้การแลกเปลี่ยนก๊าซแย่ลง เนื่องจากมีน้ำอยู่ในถุงลมปอด
การประเมินเบื้องต้น
- ผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง และหายใจลำบาก
- ลักษณะการหายใจเร็วตื้น มีภาวะขาดออกซิเจนโดยวัดออกซิเจนปลายนิ้วได้ต่ำ หรือเขียว
- ตรวจพบกดเจ็บ และคลำได้กระดูกกรอบแกรบบริเวณที่หัก
การดูแลเบื้องต้น
- ลดอาการปวด
- ช่วยหายใจ และสังเกตอาการที่อาจแย่ลงได้
- ติดตามอัตราการหายใจ ออกซิเจนปลายนิ้ว
- ให้ออกซิเจน
- ให้น้ำเกลือ
- ถ้าจำเป็น ให้ช่วยหายใจด้วย BVM หรือการใส่ท่อช่วยหายใจ
3. ปอดช้ำ (Pulmonary Contusion)
- เกิดจากมีแผลฉีกขาด จากการกระแทก หรือบาดแผลแทงทะลุ ทำให้มีเลือดออกในถุงลมปอด เกิดเป็นปอดช้ำ ทำให้ไม่เกิดการแลกเปลี่ยนก๊าซ เนื่องจากอากาศไม่สามารถผ่านเข้าไปได้- การแลกเปลี่ยนก๊าซจะแย่ลงเรื่อยๆ เนื่องจากมีเลือดในถุงลม และของเหลวบวมในเนื้อเยื่อถุงลม
- ปอดช้ำ จะพบในผู้ป่วยที่มีอกรวนเสมอ
- เป็นภาวะที่พบบ่อยและอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
- ผู้ป่วยจะแย่ลง จนเกิดภาวะหายใจล้มเหลวได้ในช่วง 24 ชั่วโมงแรก
การประเมินเบื้องต้น
- อาการแสดงที่พบ ขึ้นกับความรุนแรง
- ควรนึกถึงภาวะนี้เสมอ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอกรวน
การดูแลเบื้องต้น
- ช่วยหายใจ
- ให้ออกซิเจน
- ติดตามอัตราการหายใจ ลักษณะการหายใจ และออกซิเจนปลายนิ้ว โดยเฝ้าระวังไม่ให้ออกซิเจนปลายนิ้วต่ำกว่า 95%
- ช่วยหายใจด้วย BVM หรือใส่ท่อช่วยหายใจเมื่อมีข้อบ่งชี้
- ถ้าไม่ได้มีภาวะความดันต่ำ ควรให้น้ำเกลือแค่พอเปิดเส้น เพราะการให้น้ำมากเกินไป จะทำให้เนื้อเยื่อบวมมากขึ้น และทำให้การหายใจและการแลกเปลี่ยนก๊าซแย่ลง
4. ลมรั่วในช่องปอด(Pneumothorax)
พบได้ 20% ของการบาดเจ็บของทรวงอกอย่างรุนแรง
- มี 3 แบบ คือ
4.1 ลมรั่วในช่องปอดธรรมดา (Simple Pneumothorax)
ผู้ป่วยมักจะให้ประวัติเจ็บหน้าอกเวลาหายใจเข้าฟังปอดได้ยินเสียงหายใจลดลง เคาะโปร่ง
การดูแลเบื้องต้นต้องตระหนักว่า ผู้ป่วยที่เป็นลมรั่วในปอดธรรมดาทุกราย มีโอกาสกลายเป็นลมดันในช่องปอดได้ตลอดเวลา และต้องการการตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมให้การรักษาทันที
- ให้ออกซิเจน
- ให้น้ำเกลือ ติดตามภาวะช็อค
- รีบนำส่งโรงพยาบาลที่เหมาะสม
4.2 ลมรั่วในช่องปอด แบบมีรูเปิด (Open Pneumothorax)
- ส่วนใหญ่เกิดจากบาดแผลถูกกระสุนปืน ระเบิด แผลถูกแทง หรือในบางครั้งเกิดจากบาดแผลฉีกขาดจากการกระแทก เมื่อผู้ป่วยหายใจเข้าอากาศจากภายนอกผ่านทางแผลเข้าสู่ช่องเยื่อหุ้มปอดเนื่องจากความดันในช่องปอดที่เป็นลบ อากาศผ่านทางแผลเข้ามาในช่องเยื่อหุ้มปอดง่ายกว่าการหายใจเอาอากาศเข้าปอด โดยเฉพาะในบาดแผลที่มีรูเปิดขนาดใหญ่ ดังนั้นผู้ป่วยจึงหายใจแย่ลง
- จากการที่มีปอดแฟบจากลมรั่วในเยื่อหุ้มปอด ร่วมกับที่มีอากาศผ่านเข้าปอดน้อย
การประเมินเบื้องต้น
- ผู้ป่วยมีอาการหายใจลำบากอย่างเห็นได้ชัด
- อาจพบผู้ป่วยกระวนกระวาย หายใจเร็ว
- ชีพจรเต้นเร็ว
- มีแผลที่ผนังทรวงอก และอาจได้ยินเสียงลมดูดเข้า และอาจเห็นฟองอากาศช่วงหายใจออก
การดูแลเบื้องต้น
- ปิดแผล 3 ด้านโดยใช้ฟอยล์อลูมินัม หรือวาสลินก๊อส เพื่อป้องกันไม่ให้ลมเข้าทางบาดแผล แต่ให้ลมออกได้
- ถ้ามีข้อบ่งชี้ ก็ใส่ท่อช่วยหายใจ
- ติดตามอาการ เฝ้าระวังภาวะลมดันในช่องปอด จากการช่วยหายใจและจากการที่มีลมรั่วจากปอดที่ได้รับบาดเจ็บผ่านเข้าทางช่องเยื่อหุ้มปอด
- ถ้าผู้ป่วยหายใจแย่ลง ให้เอาผ้าปิดแผลออกเพื่อให้อากาศระบายออกได้
- ถ้าไม่ได้ผล ให้ใช้เข็มเจาะระบายลม
4.3ลมดันในช่องปอด (Tension Pneumothorax)
-เป็นภาวะเร่งด่วน อันตรายถึงแก่ชีวิต
ผู้ป่วยที่มีโอกาสเกิดภาวะลมดันในช่องปอด คือ: ผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บที่ทรวงอก
: ผู้ป่วยที่มี/น่าจะมีภาวะลมรั่วในปอด
: ผู้ป่วยที่มีการบาดเจ็บที่ทรวงอกที่ได้รับการช่วยหายใจ
- ความดันในช่องอกที่เพิ่มขึ้น จะดันอวัยวะในช่องอกให้ไปอีกทางหนึ่ง ทำให้เลือดไหลกลับเข้าสู่หัวใจได้น้อยลง ปอดข้างที่ไม่มีลมรั่วถูกกดจากอวัยวะในช่องอก ทำให้ขยายตัวได้ไม่เต็มที่ ผู้ป่วยต้องใช้แรงมากขึ้นในการหายใจ การแลกเปลี่ยนก๊าสในปอดทำได้ไม่ดี นำไปสู่ภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ และหายใจล้มเหลวได้ในที่สุด มี 2 ภาวะ คือ การหายใจที่แย่ลง และภาวะช็อค
การประเมินเบื้องต้น
- ในช่วงแรก ผู้ป่วยอาจเพียงแค่บ่นเจ็บหน้าอก และหายใจตื้น
- เมื่อความดันในช่องเยื่อหุ้มปอดมากขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการกระวนกระวาย และหายใจลำบาก
- ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจมีเขียว และหยุดหายใจได้
- อาการแสดงที่พบคือ หลอดลมเอียงไปอีกด้านหนึ่ง ฟังเสียงปอดได้เบาลง และเคาะโปร่ง
- อาการอื่นที่อาจพบได้คือ หลอดเลือดดำที่คอโป่ง คลำได้เสียงกรอบแกรบ
- ผู้ป่วยจะหายใจเร็วและมีหัวใจเต้นเร็วอย่างมาก มีความดันต่ำและช็อคได้
การดูแลเบื้องต้น
- สิ่งที่ต้องทำอันดับแรกคือ การระบายลม
: เปิดผ้าปิดแผลออกเป็นระยะๆ ในกรณีเป็นลมดันในช่องปอดที่เกิดต่อจาก ลมรั่วในช่องปอดแบบมีรูเปิด: ใช้เข็มเจาะระบายลมในช่องอก ทำเมื่อ
1. การหายใจแย่ลง หรือช่วยหายใจด้วย BVM ได้ลำบากขึ้น2. ฟังเสียงหายใจได้เบาลงข้างเดียว หรือไม่ได้ยินเสียงหายใจ
3. ช็อค ความดันตัวบน ต่ำกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท
- ส่งโรงพยาบาลที่เหมาะสมโดยเร็ว โดยให้ออกซิเจนในปริมาณสูงๆ
การใช้เข็มเจาะระบายลม
- ตำแหน่งที่เจาะปอดอยู่ที่ระหว่างกระดูกซี่โครงซี่ที่ 2-3 ตรงกึ่งกลางไหปลาร้า เนื่องจากง่ายต่อการทำและการนำส่งผู้ป่วย ซึ่งต้องใช้ ไม้กระดานรองหลัง และเฝือกคอ
- เจาะโดยใช้เข็มแทงน้ำเกลือเบอร์ 10-16 แทงเข้าไปจนกระทั่งมีฟองอากาศออกมา
- วิธีการนี้ ทำให้เปลี่ยนจากภาวะลมดันในช่องปอด เป็นลมรั่วในปอดแบบมีรูเปิด
5. เลือดออกในช่องปอด (Hemothorax)
- เกิดเมื่อมีเลือดไหลเข้าไปในช่องเยื่อหุ้มปอด ซึ่งสามารถมีเลือดเข้าไปสะสมได้ถึง 2500-3000 ซีซี.
- ปริมาณของเลือดที่ออกในชั้นเยื่อหุ้มปอดนี้ทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงได้มากกว่าการที่ปอดฟีบ จากเลือดออกในช่องปอด
- เลือดที่ออก อาจมาจากชั้นกล้ามเนื้อของผนังทรวงอก เส้นเลือดระหว่างกระดูกซี่โครง เนื้อปอด เส้นเลือดในปอด หรือเส้นเลือดใหญ่ในช่องอก
การประเมินเบื้องต้น
- ผู้ป่วยอาจมีอาการหายใจลำบาก
- อาการที่เด่นชัดคือ เจ็บหน้าอก และหายใจตื้น
- ควรมองหาอาการแสดงของช็อค : ซีด สับสน หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว และความดันต่ำ
- ฟังได้ยินเสียงหายใจเบาลง แต่เคาะทึบ
- อาจพบร่วบกับภาวะลมรั่วในปอด ซึ่งทำให้ทางเดินหายใจและระบบไหลเวียนโลหิตแย่ลงได้
การดูแลเบื้องต้น
- สังเกตอาการเป็นระยะเพื่อเฝ้าระวังเผื่ออาการแย่ลง
- ให้ออกซิเจนปริมาณสูง
- ช่วยหายใจด้วย BVM หรือใส่ท่อช่วยหายใจถ้ามีข้อบ่งชี้
- ติดตามสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิด และให้น้ำเกลือ
- นำส่งโรงพยาบาลที่เหมาะสมอย่างรวดเร็ว
6. การบาดเจ็บของหัวใจ จากการกระแทก (Blunt Cardiac Injury)
- เป็นผลมาจากแรงกระแทกที่หน้าอกทางด้านหน้า โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่มีแรงหน่วง เช่นอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์ประสานงา
- ยกตัวอย่างเช่น อุบัติเหตุรถยนต์ หน้าอกกระแทกพวงมาลัย หัวใจถูกกดระหว่างกระดูกหน้าอก(sternum) และกระดูกสันหลัง à ความดันในหัวใจห้องล่างเพิ่มขึ้นมากทันทีทันใด à หัวใจช้ำ(cardiac contusion) บางครั้งมีการบาดเจ็บของลิ้นหัวใจ(valvular injury) และหัวใจทะลุ(cardiac rupture)ได้
หัวใจช้ำ
: พบบ่อยที่สุด
: ทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ เช่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ(sinus tachycardia) อาจพบหัวใจห้องล่างบีบตัวก่อนกำหนด (PVC) หรือหัวใจสั่นพริ้ว (VT or VF) ได้
: ถ้าผนังกั้นหัวใจได้รับบาดเจ็บ อาจพบการนำไฟฟ้าผิดปกติได้ (interventricular conduction abnormalities)
: ถ้ากล้ามเนื้อหัวใจได้รับบาดเจ็บมากพอ หัวใจจะบีบตัว แย่ลง เลือดที่ออกจากหัวใจลดลง ทำให้ความดันต่ำได้(cardiogenic shock) ซึ่งไม่ดีขึ้นด้วยการให้น้ำเกลือ
ลิ้นหัวใจฉีกขาด : ทำให้ลิ้นหัวใจรั่ว
: ผู้ป่วยอาจมีอาการช็อคร่วมกับหัวใจล้มเหลวได้
หัวใจทะลุจากแรงกระแทก : พบไม่มาก เกิด < 1%
: ผู้ป่วยส่วนใหญ่เสียชีวิต ณ ที่เกิดเหตุ
: ผู้ที่รอดชีวิต จะมาด้วยเลือดออกในชั้นเยื่อหุ้มหัวใจ
การประเมินเบื้องต้น
- นึกถึงในกรณีที่กลไกการบาดเจ็บเกิดจากแรงกระแทกทางด้าหน้า ตรงกึ่งกลางทรวงอก
- ผู้ป่วยมักมีอาการเจ็บหน้าอก หายใจตื้น อาจมีใจสั่นถ้ามีหัวใจเต้นผิดจังหวะร่วมด้วย
- ตรวจพบรอยช้ำที่กระดูกหน้าอก คลำได้กรอบแกรบ และกระดูก ขยับโยกได้ ซึ่งถ้าเป็นดังนั้น แสดงว่ากระดูกซี่โครงหักทั้งสองด้าน ทำให้เกิดการบาเจ็บเช่นเดียวกับภาวะอกรวน
- ถ้ามีลิ้นหัวใจฉีกขาด จะตรวจพบเสียงลิ้นหัวใจรั่ว มีอาการแสดงของหัวใจล้มเหลว เช่น ความดันต่ำ ฟังได้เสียงครืดคราดในปอด หลอดเลือดดำที่คอโป่ง
- อาจพบความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เช่น หัวใจเต้นเร็ว หัวใจเต้นก่อนกำหนด หรือมี ST-segment ยกขึ้น
การดูแลเบื้องต้น
- นึกถึงว่าผู้ป่วยอาจมีภาวะนี้ได้ และแจ้งให้ทางโรงพยาบาลที่นำส่งทราบ
- ให้ออกซิเจนปริมาณสูงๆ
- ให้น้ำเกลือตามความเหมาะสม โดยดูจากผู้ป่วยเป็นรายๆไป
- ตรวจติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อดูภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะà สามารถพิจารณาให้ยาได้ตามความเหมาะสม
- ช่วยหายใจ หากมีข้อบ่งชี้
7. เลือดออกในเยื่อหุ้มหัวใจ (Cardiac Tamponade)
- เกิดจากการมีของเหลวในชั้นเยื่อหุ้มหัวใจในทันทีทันใด
- เนื่องจากเยื่อหุ้มหัวใจไม่ยืดหยุ่น ดังนั้น เมื่อมีของเหลวสะสม (แม้เพียงแค่ 50 ซีซี.) เยื่อหุ้มหัวใจก็ไม่ยืดออก ทำให้เกิดความดันที่สูงขึ้นในชั้นเยื่อหุ้มหัวใจ à ทำให้เลือดไหลกลับเข้าสู่หัวใจได้น้อยลง เลือดออกจากหัวใจน้อยลง ความดันต่ำลง และเลือดที่กลับเข้าสู่หัวใจน้อยลงเรื่อยๆทุกครั้งที่หัวใจบีบตัว เนื่องจากมีของเหลวเข้าไปสะสมในชั้นเยื่อหุ้มหัวใจเพิ่มขึ้นๆ
- อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น แต่ยังมีกระแสไฟฟ้า (PEA)ได้ ถ้ามีของเหลวสะสมในชั้นเยื่อหุ้มหัวใจมากกว่า 300 ซีซี.
- ภาวะนี้ มักเกิดจากบาดแผลแทงทะลุหัวใจ เกิดเลือดออกในชั้นเยื่อหุ้มหัวใจ แต่ในขณะเดียวกัน การที่มีความดันในชั้นเยื่อหุ้มหัวใจเพิ่มขึ้น ก็อาจทำให้เกิดการกดบริเวณหัวใจที่มีแผลทะลุ ทำให้เลือดหยุดชั่วคราว และผู้ป่วยมีชีวิตรอดได้
- กรณีที่เป็นแผลถูกยิง หรือห้องหัวใจทะลุจากแรงกระแทก จะรุนแรงกว่า และผู้ป่วยจะเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว
- ควรสงสัยภาวะนี้ ในผู้ป่วยที่มีบาดแผลแทงทะลุบริเวณช่องอกทุกราย
- ถ้าเป็นบาดแผลแทงทะลุบริเวณใต้กระดูกไหปลาร้า 2 ข้างลงมาถึงชายโครง และระหว่างราวนม 2 ข้างต้องคิดถึงภาวะนี้เสมอจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าไม่มี
การประเมินเบื้องต้น
- สงสัยในกรณีที่พบบาดแผลในตำแหน่งดังกล่าว ร่วมกับพบอาการแสดงของภาวะนี้ คือ ฟังเสียงหัวใจได้ไม่ชัด หลอดเลือดดำที่คอโป่ง และความดันต่ำ
- การตรวจร่างกายอื่นที่พบได้ คือ การวัดความดันตัวบนในช่วงหายใจเข้า และหายใจออก ได้ต่างกันมากกว่า 10-15 มิลลิเมตรปรอท
- แต่เนื่องจากการตรวจเหล่านี้ ทำได้ค่อนข้างยาก ณ สถานที่เกิดเหตุ ดังนั้น จึงควรสงสัยภาวะนี้เสมอ
การดูแลเบื้องต้น
- นำส่งโรงพยาบาลที่เหมาะสมโดยเร็วที่สุด เพื่อสามารถผ่าตัดซ่อมได้ทันท่วงที
- แจ้งให้โรงพยาบาลที่จะนำส่งทราบ เพื่อจะได้เตรียมพร้อมก่อนผู้ป่วยไปถึงโรงพยาบาล
- ให้ออกซิเจนปริมาณสูงๆ
- ให้น้ำเกลือ
- ใส่ท่อช่วยหายใจ ในกรณีที่ความดันต่ำ
- การใช้เข็มเจาะเพื่อดูดน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจออก เป็นวิธีการที่ดี สามารถยืดเวลาได้ชั่วคราวก่อนที่จะเข้าห้องผ่าตัด
8. หลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองฉีกขาดจากการบาดเจ็บ(Traumatic aortic disruption)
- เกิดจากกลไกของแรงหน่วง และความเร่ง เช่น ขับมอเตอร์ไซค์ด้วยความเร็วประสานงา แล้วกระเด็นลอยไปกระแทกพื้น
- หัวใจและช่วงโค้งของหลอดเลือดแดงใหญ่เป็นส่วนที่ขยับได้ ในขณะที่หลอดเลือดแดงใหญ่ที่อยู่ต่อลงมาถูกตรึงอยู่กับที่บนกระดูกสันหลัง
- เมื่อเกิดแรงหน่วง หัวใจและส่วนโค้งของหลอดเลือดแดงใหญ่จะเคลื่อนไปข้างหน้า และเกิดแรงหมุน ทำให้มีการฉีกขาดของผนังหลอดเลือดแดงใหญ่บริเวณที่เชื่อมต่อกับส่วนโค้งของหลอดเลือดแดง
- การฉีกขาดอาจเป็นแค่บางส่วนหรือทั้งหมด ซึ่งถ้าฉีกขาดบางส่วน ผู้ป่วยอาจรอดชีวิตได้ถ้าให้การรักษาได้รวดเร็วพอ
การประเมินเบื้องต้น
- สงสัยในกรณีที่กลไกการบาดเจ็บเกิดจากการหน่วงและเร่งอย่างรุนแรง
- อาจคลำชีพจรแขนสองข้าง หรือแขนกับขาได้ไม่เท่ากัน
- การวินิจฉัยภาวะนี้ต้องอาศัยการเอ็กซเรย์ ไม่ว่าจะเป็นเอ็กซเรย์ปอด หรือเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ดูหลอดเลือดแดง และการอัลตราซาวน์หัวใจผ่านทางหลอดอาหาร
การดูแลเบื้องต้น
- ประคับประคองตามอาการ
- มองหาการบาดเจ็บในช่องอกอื่นๆที่อาจพบร่วม
- ให้ออกซิเจนปริมาณสูงๆ
- ให้น้ำเกลือ
- แจ้งโรงพยาบาลที่จะรับผู้ป่วยให้ทราบ ในกรณีสงสัยว่าอาจมีการฉีกขาดของหลอดเลือดแดงใหญ่ โดยดูจากกลไกการบาดเจ็บ
- ควรควบคุมความดันให้ความดันค่ากลางน้อยกว่าหรือเท่ากับ 70 มิลลิเมตรปรอท (ความดันตัวบน น้อยกว่าหรือเท่ากับ 90 มิลลิเมตรปรอท) เพื่อไม่ให้เลือดออกมากขึ้น โดยอาจใช้ยาลดความดันร่วมด้วย
9. หลอดลมฉีกขาด (Tracheobronchial disruption)
- พบไม่บ่อย แต่ทำให้ถึงแก่ชีวิต
- มักเกิดในบาดแผลแทงทะลุ หรือการกระแทกที่รุนแรงมากๆ
- ทำให้เกิดมีอากาศไหลผ่านจากตำแหน่งที่มีการฉีกขาด เข้าสู่เยื่อหุ้มปอดและเยื่อหุ้มอวัยวะในช่องอก นำไปสู่ลมดันในปอด และลมรั่วในชั้นเยื่อหุ้มอวัยวะในช่องอก และเยื่อหุ้มหัวใจ
- การใช้เข็มเจาะระบายลมเพื่อรักษาภาวะลมดันในปอดในกรณีนี้ไม่ได้ผล เนื่องจากยังคงมีอากาศจำนวนมากผ่านเข้าสู่เยื่อหุ้มปอดตลอดเวลา
การประเมินเบื้องต้น
- ผู้ป่วยจะอยู่ในภาวะหายใจลำบากอย่างมาก อาจพบซีดและมีเหงื่อแตก
- ตรวจพบว่าใช้กล้ามเนื้อช่วยในการหายใจ หายใจเสียงดัง ปีกจมูกบาน
- พบว่ามีลมในชั้นใต้ผิวหนัง คลำได้กรอบแกรบบริเวณคอ
- เส้นเลือดดำที่คอโป่ง หลอดลมคอไม่อยู่ตรงกลาง
- ผู้ป่วยมีอาการหายใจเร็ว และออกซิเจนปลายนิ้วต่ำ
- อาจพบหรือไม่พบความดันต่ำ และอาจมีอาการไอเป็นเลือดได้
- อาจพบเลือดออกในช่องปอดได้
การดูแลเบื้องต้น
- ให้ออกซิเจน และพิจารณาช่วยหายใจตามความเหมาะสม
- ถ้าช่วยหายใจแล้วผู้ป่วยแย่ลง อาจพิจารณาให้ออกซิเจนอย่างเดียว และรีบนำส่งโรงพยาบาลที่เหมาะสมทันที
10. ภาวะการขาดอากาศหายใจ จากการบาดเจ็บ (Traumatic asphyxia)
- เกิดจากการเพิ่มความดันในช่องอกทันทีทันใด จากการที่มีการกระแทกบริเวณทรวงอกอย่างรุนแรง
- เป็นผลให้เลือดไหลย้อนกลับจากหัวใจ ไปยังศีรษะและคอ à หลอดเลือดฝอย และหลอดเลือดดำเส้นเล็กๆแตก การทำงานของสมอง และดวงตาเสียไป
การประเมินเบื้องต้น
- จะพบว่าผู้ป่วยมีสีเขียวอมม่วงตั้งแต่เหนืออกที่ถูกทับขึ้นไป
- สีผิวส่วนที่อยู่ต่ำลงมาจะปกติ
- ควรมองหาอาการบาดเจ็บของอวัยวะอื่นๆที่กล่าวมาแล้วด้วย
การดูแลเบื้องต้น
- ประคับประคอง รักษาตามอาการ
- ให้ออกซิเจน 100%
- ให้น้ำเกลือ
- ช่วยหายใจ เมื่อมีข้อบ่งชี้
- สีผิวที่ผิดปกติจะหายไปเองใน 1 สัปดาห์
11. กะบังลมฉีกขาด (Diaphragmatic Rupture)
- บาดแผลฉีกขาดเล็กๆอาจเกิดจากบาดแผลแทงทะลุบริเวณอกและท้อง
- ไม่ทำให้เกิดอาการในทันที แต่ต้องได้รับการรักษาเพราะอาจทำให้อวัยวะในช่องท้องดันผ่านรูขึ้นมาช่องอกได้
- กะบังลมฉีกขาดจากการกระแทก เกิดจากการบาดเจ็บของช่องท้องที่รุนแรงพอ ทำให้มีความดันในช่องท้องสูงขึ้น เกิดการฉีกขาดของ กะบังลมทันทีทันใด
- บาดแผลมักจะใหญ่ และอวัยวะในช่องท้องถูกดันขึ้นมาในช่องอกทันทีทันใด ทำให้เกิดอาการหายใจลำบาก ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต และมักพบร่วมกับการบาดเจ็บอื่นๆ เช่น กระดูกซี่โครงหัก ลมรั่วหรือเลือดออกในช่องปอด และการบาดเจ็บของอวัยวะในช่องท้อง
การประเมินเบื้องต้น
- มักตรวจพบว่าผู้ป่วยมีภาวะหายใจลำบาก : กระวนกระวาย หายใจเร็ว ซีด
- อาจมีรอยช้ำที่หน้าอก คลำได้กรอบแกรบ ฟังเสียงหายใจได้เบาลงและอาจฟังได้ยินเสียงลำไส้ที่หน้าอกด้านนั้นๆ
- อาจพบท้องแฟบ ถ้าอวัยวะในช่องท้องถูกดันขึ้นไปช่องอกมากพอ
การดูแลเบื้องต้น
- ระลึกไว้เสมอว่าผู้ป่วยอาจมีภาวะนี้ได้
- ให้ออกซิเจน และช่วยหายใจถ้าจำเป็น
- นำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลที่เหมาะสมโดยเร็ว
กรณีที่ใช้เวลาเดินทางนาน
- A-B-C
- การเดินทางที่ยาวนาน ทำให้เราพิจารณาใส่ท่อช่วยหายใจเร็วขึ้น
- เฝ้าระวังให้ออกซิเจนปลายนิ้ว อยู่ในช่วงมากกว่าหรือเท่ากับ 95%
ข้อบ่งชี้ของการใส่ท่อช่วยหายใจ ในผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บที่ทรวงอก
- หายใจลำบาก หรือหายใจล้มเหลว
- อกรวน
- ลมรั่วในปอดแบบมีรูเปิด
- กระดูกซี่โครงหักหลายซี่
4.ประเมินผู้ป่วยเป็นระยะ เพื่อมองหาอาการแสดงที่ทำให้สงสัยว่าเป็นลมดันในช่องปอด
5. กรณีตรวจพบ เสียงหายใจเบาลง หายใจแย่ลงหรือบีบ BVM ลำบากขึ้น และมีความดันตก à พิจารณาใช้เข็มเจาะระบายลม
6. พิจารณาให้น้ำเกลือเป็นรายๆไป
7. รักษาความดันตัวบน ให้อยู่ในช่วง 80-90 มิลลิเมตรปรอท
8. กรณีผู้ป่วยปวดมาก พิจารณาให้ยาระงับปวดได้ในขนาดน้อยกว่าปกติ ค่อยๆให้ทีละน้อยจนกว่าจะหายปวด และเฝ้าระวังภาวะความดันต่ำจากยา และการกดการหายใจ
9. ผู้ป่วยที่หัวใจเต้นผิดจังหวะ จากการบาดเจ็บของหัวใจจากการกระแทก สามารถพิจารณาให้ยาที่ช่วยรักษาการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติได้
สรุป
การบาดเจ็บของทรวงอก มีความสำคัญมาก เนื่องจากมีผลต่อระบบหายใจ และการไหลเวียนโลหิต และเป็นการบาดเจ็บที่พบบ่อยในผู้ป่วยที่มีการบาดเจ็บหลายระบบ
ผู้ป่วยเหล่านี้ ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด และการนำส่งโรงพยาบาลที่เหมาะสมโดยเร็ว
ผู้ป่วยที่สงสัยว่าจะมีการบาดเจ็บของทรวงอก ควรให้ออกซิเจน และประเมินการช่วยหายใจในผู้ป่วยทุกราย
เราจะต้องมองหาอาการแสดงของภาวะลมดันในช่องปอดเสมอ เพราะเป็นภาวะที่อันตรายถึงชีวิต และเราสามารถให้การช่วยเหลือได้ทันที ณ ที่เกิดเหตุ
เนื่องจากผู้ป่วยเหล่านี้ มีโอกาสที่จะมีการบาดเจ็บหลายระบบ การเฝ้าระวังการบาดเจ็บของกระดูกสันหลัง และการห้ามเลือดจากบาดแผล จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำผู้ป่วยควรได้รับน้ำเกลือ ระหว่างนำส่งโรงพยาบาล และควรทำการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจในกรณีที่สงสัยว่าจะมีการบาดเจ็บของหัวใจจากการถูกกระแทก








monokung-paramedic
monokung-paramedic อ่านแล้วหนักหัวขึ้นมากเลยคับ ได้ความรู้ต่อยอดในบางส่วนที่ยังไม่ทราบอะคับ ขอบคุณมากๆเลยนะคับ