เวชกรฉุกเฉิน ในประเทศไทยขณะนี้มีเวชกรฉุกเฉินอยู่
Submitted by santhai21 on Thu, 05/22/2008 - 00:31.
เวชกรฉุกเฉิน ในประเทศไทยขณะนี้มีเวชกรฉุกเฉินอยู่ กี่ระดับ และแต่ละระดับเรียกภาษา อังกฤษ คำเต็ม คำ ย่อ และคำแปลภาษาไทยอย่างไรครับ เท่าที่ทราบ เวชกรฉุกเฉิน ในประเทศไทยขณะนี้มีเวชกรฉุกฉินอยู่ 2 ระดับ คือ เวชกรฉุกเฉินขั้นพื้นฐาน (EMT-basic) และเวชกรฉุกเฉินขั้นกลาง (EMT-intermediate) สำการเรียกที่ถูกต้องอย่างไรครับ การเรียก เวชกรฉุกเฉิน EMT-B หรือเวชกิจฉุกเฉิน และ EMT-I เรียก เวชกร หรือเวชกิจฉุกเฉิน ครับ และความหมาย เวชกรฉุกเฉิน กับ เวชกิจฉุกเฉิน ความหมายเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรครับ และถ้ามีระดับ เวชการฉุกเฉินขั้นสูงหรือ EMT-paramedic ( EMT-P)เรียกว่าอย่างไร ครับ

บุคลากรใน
บุคลากรในระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (Emergency Medical Service System - EMSS) นั้นประกอบไปด้วยคนจากหลายหน่วยงาน โดยภาระหน้าที่ คนเหล่านี้อาจไม่เกี่ยวข้องกันเลยก็ได้ ตัวอย่างเช่น องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยให้บริการโทรศัพท์เพื่อแจ้ง
เหตุแก่ศูนย์กู้ชีพ ยามรักษาความปลอดภัย เจ้าหน้าที่สื่อสาร และเจ้าหน้าที่กู้ชีพระดับต่างๆ บุคคลเหล่านี้มีส่วนช่วยให้ EMSS เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้ "ห่วงโซ่แห่งการอยู่รอด" (chain of survival) ไม่ขาดตอน
บุคลากรต่างๆใน EMSS มีดังนี้
1. บุคลากรด่านหน้า (First Responder - FR)
2. เจ้าหน้าที่กู้ชีพขั้นพื้นฐาน (Emergency Medical Technician Basic - EMT-B)
3. เจ้าหน้าที่กู้ชีพขั้นกลาง (Emergency Medical Technician Intermidiate - EMT-I)
4. เจ้าหน้าที่กู้ชีพขั้นสูง (Paramedic)
5. เจ้าหน้าที่สื่อสาร (Emergency Medical Dispatcher - EMD)
1. บุคลากรด่านหน้า (FR)
บุคลากรด่านหน้ามักจะเป็นบุคคลคนแรกๆที่จะได้พบผู้ป่วย อาจเป็นใครก็ได้ เช่น ตำรวจจราจร พนักงานดับเพลิง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เจ้าหน้าที่กู้ภัย หรืออาสาสมัครกู้ภัยต่างๆ
บุคลากรด่านหน้าจำเป็นต้องมีความรู้ด้านการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินอยู่บ้างโดยเขาจะเป็นผู้ที่เข้าไปดูอาการของผู้ป่วยและรายงานข้อมูลให้หน่วยกู้ชีพทราบถ้าต้องการรถพยาบาลระหว่างที่รถพยาบาลเดินทางมาที่เกิดเหตุบุคลากรด่านหน้าจะไม่เคลื่อนย้ายผู้ป่วยโดยไม่จำเป็น แต่จะดูแลผู้ป่วย เช่น ถ้าไม่หายใจก็จะทำการ CPR ถ้ามีอาการบาดเจ็บก็จะทำการปฐมพยาบาลตามสมควร
ในประเทศไทย บุคลากรด่านหน้ามักจะเป็นภาระของอาสาสมัครกู้ภัยซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯจะมีอาสาสมัครหน่วยแพทย์กู้ชีวิตจำนวนหลายพันคนคอยทำหน้าที่ตรงนี้อยู่ และกระทรวงสาธารณสุขได้ทำ การอบรมบุคลากรด่านหน้าขึ้นบ่อยครั้ง โดยเนื้อหาหลักสูตรจะครอบคลุมการช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉินเบื้องต้น แนะนำระบบ EMS ใช้เวลาประมาณ 4-5วันเพื่อพยายามผลักดันให้เป็นส่วนหนึ่งของ EMSS ผู้อบรมมีมาจากหลายหน่วยงาน เช่น ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ อาสาสมัครกู้ภัย และเจ้าหน้าที่กู้ภัย (น.เขต) จากทั้งมูลนิธิร่วมกตัญญู และมูลนิธิปอเต็กตึ๊ง ส่วนใหญ่สามารถนำไปใช้ได้ดี แม้ว่าจะประสบปัญหา ว่ามีอาสาสมัครบางส่วนไม่ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาเนื่องด้วยสาเหตุต่างๆ หรือไม่สามารถนำ
ไปใช้อย่างถูกต้อง ในอนาคตจะต้องมีการอบรมบุคลากรด่านหน้าในวง กว้างอย่างต่อเนื่องต่อไป และมีการคาดการณ์กันว่าบุคลากรด่านหน้าจะเป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บตามท้องถนนในอนาคต เนื่องจากมีงานวิจัยล่าสุดจากแคนาดาพบว่าผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุส่วนใหญ่ที่ได้รับการช่วยเหลือในระดับ Basic แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลอย่างเร็วและถูกวิธี ผู้ได้รับบาดเจ็บจะได้ประโยชน์มากกว่ารอความช่วยเหลือระดับสูง(Advance Life Support) ซึ่งจะใช้เวลาในจุดเกิดเหตุนานกว่าด้วย โดยความช่วยเหลือระดับสูงจะเหมาะกับผู้ป่วยฉุกเฉินจากสาเหตุอื่นๆ มากกว่า
2. เจ้าหน้าที่กู้ชีพขั้นพื้นฐาน (EMT-B)
เป็นบุคลากรหนึ่งใน EMSS มีความสามารถในระดับสูงกว่า
FR สามารถให้การช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉินที่หลากหลายมากขึ้นได้ดีกว่า เจ้าหน้าที่ EMT-B มักจะไปกับพร้อมกับรถพยาบาล โดยสามารถใช้ อุปกรณ์ในการ ยึดตรึงผู้บาดเจ็บ (immobilization) และการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยวิธีต่างๆ สำหรับหลักสูตร EMT-B ที่กระทรวงสาธารณสุขทดลองผลิตออกมานั้นประกอบด้วยการอบรมในหัวข้อต่างๆ มีการปูพื้นฐานทางด้านการแพทย์ด้านกายวิภาค และศึกษาระบบต่างๆในร่างกาย มีการอบรมการช่วยเหลือต่างๆ ที่กระทำภายนอกร่างกาย (Basic Life Support - BLS) รวมทั้งการช่วยทำคลอด และทราบขั้นตอนของ EMT-I หรือ Paramedic ในการทำการช่วยเหลือเชิงรุก (Advance Life Support - ALS) ได้เพื่อให้สามารถช่วยเหลือบุคลากรเหล่านั้นใส่ท่อช่วยหายใจ (Endotracheal Intubation) และให้น้ำเกลือ (Starting IV) ได้สำหรับหลักสูตร EMT-Bของกระทรวงสาธารณสุขนั้น มีระยะเวลาการอบรมทั้งหมดจำนวน 110 ชั่วโมง ใช้ระยะเวลา 1 เดือนเต็ม รวมทั้งมีการฝึกภาคปฏิบัติในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลภายใต้การกำกับของแพทย์และพยาบาล
3. เจ้าหน้าที่กู้ชีพขั้นกลาง (EMT-I)
EMT-I จะมีความสามารถมากกว่า EMT-B โดยสามารถทำการช่วยเหลือ ระดับ ALS ได้บางอย่าง เช่น การกระตุ้นหัวใจด้วย defibrillation อัตโนมัติ (แต่ต้องได้รับการอนุมัติจากแพทย์เสียก่อน) มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้เริ่มผลิต EMT-I มาตั้งแต่ปี 2537 โดยใช้หลักสูตรของ สถาบันพระบรมราชชนก วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร โดยผลิตนักศึกษารุ่นแรกในปี 2539 ผลิตรุ่นละ 16 คน ปัจจุบันมีนักศึกษาจบหลักสูตรดังกล่าว ออกมาแล้ว 3 รุ่น และได้บรรจุเป็นเจ้าหน้าที่กู้ชีพ โดยใช้ตำแหน่งข้าราชการ เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชนประจำสาธารณสุขจังหวัดต่างๆ
4. เจ้าหน้าที่กู้ชีพขั้นสูง (Paramedic)
Paramedic สามารถให้การช่วยเหลือในระดับสูงที่สุดใน
EMSS โดยจะ สามารถให้การช่วยเหลือเชิงรุก (ALS)
ได้ในสภาวะแวดล้อมนอกโรงพยาบาล (pre-hospital care) ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าทำได้ดีกว่าแพทย์ เพราะแพทย์ทั่วๆไปไม่เคยรักษาคนไข้ในสภาวะแวดล้อมนอกโรงพยาบาลมาก่อน ซึ่งกล่าวได้ว่าต่างจากสภาพแวดล้อมภายในโรงพยาบาลอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ความไม่พร้อมของแสงไฟและมีเสียงรบกวนที่ดังจากยวดยานบนถนนตลอดเวลาทำให้ฟังเสียงชีพจรไม่ได้ยิน Paramedic สามารถให้การรักษาคนไข้โดยให้น้ำเกลือ,ให้ยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อ และฉีดเข้าหลอดเลือดดำ, ให้การกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้า ทั้ง นี้ต้องอยู่ภายใต้ขั้นตอน protocolของศูนย์บัญชาการที่มีหัวหน้าแพทย์ (Medical Director)กำกับอีกทีหนึ่งตามที่ได้ตกลงกันเอาไว้ ในขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มี paramedic ที่เกิดขึ้นจากหลักสูตรอบรมเพื่อการนี้โดยเฉพาะ หลักสูตรอยู่ในขั้นเตรียมการโดยกระทรวงสาธารณสุข ในแผนคาดว่าจะอบรมต่อยอดจาก EMT-I ที่ผลิตโดย สถาบันพระบรมราชชนก วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร
อย่างไรก็ตามในช่วงนี้ก็ได้ใช้พยาบาลห้องฉุกเฉินที่คุ้นเคย
กับงานช่วยเหลือคนไข้ฉุกเฉินในโรงพยาบาลอยู่ก่อนแล้ว
มาอบรมเพิ่มเติมโดยใช้ระยะ เวลา 1 เดือน และใช้ชื่อเรียก
เป็น "พยาบาลกู้ชีพ" หรือ "Paramedic Nurse" เพื่อ
ปฏิบัติงานให้ได้เทียบเท่า paramedic ในต่างประเทศ
ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขก็ได้รับการช่วยเหลือด้านการอบรมพยาบาลกู้ชีพจาก Mr.Brian White จากออสเตรเลียซึ่งทำงานเป็น Paramedic ที่ New South Wales Ambulance Service เป็น อย่างมาก ปัจจุบันมีพยาบาลที่ผ่านการอบรมดังกล่าวเป็นจำนวนมากและได้ออกปฏิบัติหน้าที่ในศูนย์กู้ชีพต่างๆทั่วประเทศแล้ว
5. เจ้าหน้าที่สื่อสาร (EMD)
บุคลากรที่ได้รับการอบรมขึ้นพิเศษเพื่อทำหน้าที่รับโทร
ศัพท์ขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์ สามารถซัก
ถามรายละเอียดอาการผู้ป่วยให้คำแนะนำในการช่วยเหลือ
เบื้องต้นก่อนที่จะประสานงานเพื่อส่งรถพยาบาลออกไปใน
ที่เกิดเหตุ โดยทั่วไป EMD จะใช้เทคนิคในการถามอาการ
ผู้ป่วยอย่างเป็นขั้นตอน และจะมีสมุดคู่มือเป็นขั้นตอน
(flow chart) เพื่อช่วยในการสอบถามและให้คำแนะนำต่างๆ ในประเทศไทยยังไม่มีการจัดตั้ง EMDอย่างเป็นทางการ ปัจจุบันใช้เจ้าหน้าที่วิทยุประจำศูนย์กู้ชีพเป็นผู้รับโทรศัพท์และประสานงานผ่านหัวหน้าแพทย์ (Medical Director) เป็นหลัก หรือบางแห่งจะใช้พยาบาลห้องฉุกเฉินเป็นผู้รับโทรศัพท์และประสานงานกับศูนย์วิทยุอีกทีหนึ่ง มีแนวคิดในอนาคตในการสร้างบุคลากร EMD คือ จะให้ใช้ EMT-B มาอบรมเพิ่มเติมในวิธีการรับโทรศัพท์ การให้คำแนะนำผู้ป่วย และประสานงานอีกทีหนึ่ง ซึ่งในต่างประเทศก็จะมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อช่วยเหลือ EMD อยู่มากมาย เรียกว่า Computer Aided Dispatch (CAD) ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์บอกตำแหน่งรถพยาบาลโดยอัตโนมัติ (Automatic Vehicle Location System) อุปกรณ์สื่อสารเป็นตัวอักษรโดยเครื่อง Mobitex หรือ Mobile Data Terminal (MDT) หรือผ่านระบบเพจเจอร์
เสนอแนะกันซิครับ
ครับ ข้อมูลนี้ อ.สมชาย ท่านเขียนไว้นานแล้วครับ ขอบคุณสำหรับการข้อมูลมากแนะนำอีกครั้งครับ