ภาวะฉุกเฉินระหว่างการตั้งครรภ์ และการคลอด


กายวิภาค

กายวิภาคของการตั้งครรภ์

มารดา ประกอบไปด้วยอวัยวะสืบพันธุ์สตรี ได้แก่

female.jpg

  • มดลูก เป็นที่ฝังตัวของตัวอ่อน และเป็นที่อยู่ของทารกจนกระทั่งคลอด
  • ปากมดลูก เป็นปากทางออกของมดลูก ซึ่งจะเปิดออก เมื่อมีการเจ็บครรภ์คลอด หรือการแท้ง
  • ช่องคลอด เป็นทางออกของทารก เมื่อเกิดการเจ็บครรภ์
  • ปีกมดลูกและรังไข่ มึความสำคัญในระยะก่อนการปฏิสนธิ โดยเป็นท่อสำหรับนำไข่ที่ตกแล้ว มาที่โพรงมดลูกเพื่อรอการปฏิสนธิ ในบางครั้งอาจพบภาวะตัวอ่อนฝังตัวที่ท่อนำไข่ นำไปสู่ความผิดปกติของการตั้งครรภ์ที่เรียกว่า การตั้งครรภ์นอกมดลูก

ทารก ประกอบไปด้วย

b1_202.gif

  • รก สำหรับยึดเกาะกับผนังมดลูกของมารดา ที่ช่องทางผ่านของสารอาหาร และก๊าซออกซิเจน
  • สายสะดือ เชื่อมต่อระหว่างรกกับทารก
  • ถุงน้ำคร่ำ เป็นเยื่อบาง ๆ ห่อหุ้มตัวทารกไว้ ภายในมีของเหลวใส เพื่อป้องกันอันตรายจากภายนอกต่อทารก

สรีระวิทยาของการตั้งครรภ์

โดยทั่วไประยะเวลาของการตั้งครรภ์จะอยู่ในช่วง 38-42 สัปดาห์นับตั้งแต่ประจำเดือนครั้งสุดท้าย ผู้ช่วยเหลือควรให้ความสำคัญกับของการตั้งครรภ์ว่ามีโอกาสเกิดขึ้นในหญิงช่วงอายุตั้งแต่ 15-45 ปีทุกคน

  • ระบบไหลเวียนโลหิต
    • มีการเพิ่มขึ้นของปริมาตรของเลือดในร่างกาย 40-45%
    • หัวใจทำงานเพิ่มขึ้น 40%
    • ความดันโลหิตลดต่ำลง 10 mmHg โดยประมาณ เนื่องจากความต้านทานของหลอดเลือดส่วนปลายลดลง
  • ระบบการหายใจ
    • ปริมาตรรวมของปอดลดลง เนื่องจากกระบังลมถูกดันขึ้นมาทางช่องอก
    • ปริมาตรการหายใจปกติเพิ่มขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย
  • ระบบทางเดินอาหาร
    • เกิดภาวะกรดกระเพาะอาหารไหลย้อนได้ง่ายขึ้น
    • อาหารค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานขึ้น
    • การบีบตัวของลำใส้ และหลอดอาหารลดลง

นอกจากนี้ยังมีความเปลี่ยนแปลงทางสรีระวิทยาในระบบอื่น ๆ เช่น ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบไต และทางเดินปัสสาวะ ระบบโลหิต

­

ภาวะฉุกเฉินระหว่างการตั้งครรภ์

แบ่งออกเป็นภาวะฉุกเฉินในครึ่งแรกของการตั้งครรภ์ และครึ่งหลังของการตั้งครรภ์

ภาวะฉุกเฉินในครึ่งแรกของการตั้งครรภ์

  • ภาวะเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด (vaginal bleeding)
  • ครรภ์ไข่ปลาอุก (gestational trophoblastic disease)
  • อาการคลื่นไส้อาเจียน (nausea, vomiting and hyperemesis gravidarum)

ภาวะเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดในครึ่งแรกของการตั้งครรภ์

เกิดได้หลายสาเหตุซึ่งจะมีความรุนแรงต่างกันไป จึงจำเป็นต้องมีการซักประวัติเพิ่มเติมเพื่อแยกภาวะที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนให้ได้

การตั้งครรภ์นอกมดลูก (ectopic pregnancy)


    เป็นภาวะการตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้นนอกโพรงมดลูก (ท่อนำไข่ หรือในช่องท้อง) ซึ่งเมื่อการตั้งครรภ์ดำเนินต่อไป ทารกมีขนาดใหญ่ขึ้นก็จะทำให้เกิดการแตก หรือฉีกขาดของอวัยวะนั้น ๆ เกิดการเสียเลือด เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งในครึ่งแรกของการตั้งครรภ์

9288.jpg

ปัจจัยเสียงของการเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูก

  • เคยมีการตั้งครรภ์นอกมดลูก
  • ภาวะการอักเสบของอุ้งเชิงกราน (pelvic inflammatory disease)
  • พังผืดจากการผ่าตัด (adhesion from surgery)

ผู้ประเมิน จะต้องคิดถึงภาวะการตั้งครรภ์นอกมดลูก ถ้าผู้ป่วยมีประวัติดังต่อไปนี้

  • ปวดท้องข้างใดข้างหนึ่ง ขึ้นมาทันที
  • เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด
  • หน้าท้องอืดตึง
  • อาจคลำได้ก้อนที่ท้อง
  • อาการอ่อนเพลีย หรือหน้ามืด โดยเฉพาะเมื่อลุกขึ้นนั่ง
  • ความดันโลหิตต่ำลง ชีพจรเร็ว

การแท้ง (abortion)

คือความผิดปกติของการตั้งครรภ์ซึ่งอาจส่งผลให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลงก่อนกำหนด ซึ่งมีสาเหตุหลายประการ ทั้งในส่วนของมารดา ทารก และรก ในช่วง 28 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์

อาการบ่งชี้ถึงการแท้ง

  • ปวดท้องบีบเกร็ง ลักษณะเหมือนกับการเจ็บครรภ์คลอด
  • เลือดออกจากช่องคลอด เป้นสีแดงคล้ำ หรือสีแดงสด
  • มีก้อนเลือด หรือเนื้อเยื่อออกมาทางช่องคลอด

อาการคลื่นไส้อาเจียน

มักเกิดขึ้นในช่วง 12 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด โดยทั่วไปมักเป็นไม่มาก ในรายที่มีอาการรุนแรง (hyperemesis gravidarum) ซึ่งมีอาการดังต่อไปนี้

  • อาเจียนมาก เกือบตลอดเวลา
  • น้ำหนักลด
  • อาการและอาการแสดงของการขาดน้ำ (volume depletion) จำเป็นจะต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีโดยแพทย์

ภาวะฉุกเฉินในครึ่งหลังของการตั้งครรภ์

  • ความดันโลหิตสูง และภาวะครรภ์เป็นพิษ
  • เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด

ความดันโลหิตสูง และภาวะครรภ์เป็นพิษ

เป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่พบได้บ่อยที่สุดของมารดาในครึ่งหลังของการตั้งครรภ์ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อทั้งมารดาและทารก แบ่งออกเป็น

  • ภาวะความดันโลหิตสูงที่มีมาก่อนการตั้งครรภ์ (chronic hypertension)
  • ภาวะครรภ์เป็นพิษร่วมกับภาวะความดันโลหิตสูง (preeclampsia superimposed on chronic hypertension)
  • ภาวะความดันโลหิตสูงชั่วคราว (transient hypertension)
  • ภาวะครรภ์เป็นพิษ และภาวะชักที่เกิดจากครรภ์เป็นพิษ(preeclampsia and eclampsia)

ความดันโลหิตสูง คือการที่ผู้ป่วยมีความโลหิตสูงมากกว่าหรือเท่ากับ 140/90 mmHg ส่วนภาวะครรภ์เป็นพิษ (preeclampsia) คือภาวะที่มีความดันโลหิตสูง ร่วมกับการมีโปรตีนออกมาในปัสสาวะ ในช่วงอายุครรภ์มากกว่า 20 สัปดาห์ ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงในการตั้งครรภ์ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลโดยสูตินรีแพทย์ เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะชักที่เกิดจากครรภ์เป็นพิษ (eclampsia)

ภาวะชักที่เกิดจากครรภ์เป็นพิษ (eclampsia) มักเกิดขึ้นในช่วงตั้งแต่ 20 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ ไปจนถึง 7 วันหลังจากคลอด

อาการที่บ่งชี้ถึงภาวะครรภ์เป็นพิษ ได้แก่

  • ปวดศีรษะ
  • ตามัว
  • อาการบวมที่ขา แขน หรือใบหน้า
  • มีน้ำหนักตัวขึนอย่างรวดเร็ว (1 กก./สัปดาห์)
  • ปวดท้อง จุกแน่นบริเวณลิ้นปี่


ภาวะเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดในครึ่งหลังของการตั้งครรภ์

แบ่งออกเป็น ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด (abruptio placentae) รกเกาะต่ำ (placenta previa) มดลูกแตก (ruptured uterus) และ ภาวะเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด (preterm labor)

ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด (abruptio placentae)

placentaabruptioncompare.jpg

เป็นภาวะที่รกแยกตัวออกจากผนังมดลูกก่อนที่ทารกจะคลอด เกิดเลือดคั่งระหว่างรก กับผนังมดลูก ทำให้ช่องทางการส่งผ่านสารอาหาร และอากาศจากมารดาไปสู่ทารกถูกตัดขาด และการเสียเลือดของมารดา

ปัจจัยเสี่ยง

  • ความดันโลหิตสูง
  • ยาหรือสารเสพติดบางประเภท
  • ภาวะครรภ์เป็นพิษ
  • มีบุตรหลายคน
  • เคยมีประวัติรกลอกตัวก่อนกำหนด
  • สูบบุหรี่
  • สายสะดือสั้น
  • ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด
  • เบาหวานในมารดา

อาการ และอาการแสดง

  • เลือดออกทางช่องคลอด ร่วมกับอาการปวดท้อง
  • อาการปวดท้อง ร้าวไปหลัง กดเจ็บ
  • มีการหดรัดตัวของมดลูก
  • ภาวะช็อกจากการเสียเลือด (hypovolemic shock) โดยไม่สัมพันธ์กับปริมาณเลือดที่ออก

รกเกาะต่ำ (placenta previa)

17122.jpg

โดยปกติรกจะเกาะที่ส่วนบนของมดลูก (fundus) รกเกาะต่ำเกิดจากการที่ตำแหน่งของรกอยู่ต่ำกว่าปกติมาอยู่ใกล้กับปากมดลูก เมื่อทารกมีการเปลี่ยนท่า หรือปากมดลูกเริ่มบางตัวลง จะทำให้มีการฉีกขาดของรกที่เกาะอยู่ในตำแหน่งนั้น

ปัจจัยเสี่ยง

  • มีบุตรมากกว่า 2 คน
  • มารดาอายุมากกว่า 35 ปี
  • เคยมีประวัติรกเกาะต่ำ

อาการที่สำคัญของภาวะรกเกาะต่ำ คือการมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดในช่วงครึ่งหลังของการตั้งครรภ์โดยไม่มีอาการปวดท้อง ปริมาณเลือดที่ออกอาจมากจนทำให้เกิดภาวะช็อคจากการเสียเลือดได้

การบาดเจ็บในผู้ป่วยตั้งครรภ์

การบาดเจ็บในผู้ป่วยตั้งครรภ์เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตที่นอกเหนือไปจากภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ โดยอยู่ที่ประมาณ 6-8% ของผู้ป่วยตั้งครรภ์ทั้งหมด ความรุนแรงของการบาดเจ็บจะส่งผลต่อทั้งมารดาและทารก ซึ่งความปลอดภัยของทารกจะขึ้นอยู่กับอาการของมารดาเป็นสำคัญ การบาดเจ็บส่งผลให้มีโอกาสเกิดการเจ็บครรภ์ และการคลอดก่อนกำหนด รกลอกตัวก่อนกำหนด และภาวะเสียเลือดในทั้งมารดาและทารก นอกจากนี้ภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์อาจทำให้การประเมิน และดูแลรักษาผู้บาดเจ็บคลาดเคลื่อนได้

ดังที่กล่าวไปในหัวข้อสรีระวิทยาของการตั้งครรภ์ ปริมาณเลือดจะเพิ่มขึ้น ดังนั้นเมื่อมีการเสียเลือดเกิดขึ้น จะทำให้เกิดการลดลงของเลือดที่ไปเลี้ยงมดลูกและทารก ก่อนที่จะเกิดอาการช็อคตามมา นอกจากนี้มดลูกที่มีขนาดใหญ่ขึ้นอาจทำให้การประเมินความรุนแรงของการบาดเจ็บที่ท้องไม่ชัดเจน การกดทับหลอดเลือดดำใหญ่ที่ท้อง (inferior vena cava) ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำในท่านอน (supine hypotension syndrome) และการเสียเลือดจากการบาดเจ็บที่มดลูกโดยตรง

921les08_img_2.jpg

นอกจากนี้การที่กล้ามเนื้อกระบังลมถูกดันขึ้นสูง ทำให้ปริมาตรในช่องอกลดลง ทำให้กลไลทดแทนในกรณีที่มีการบาดเจ็บที่ทรวงอกไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่

การบาดเจ็บต่อทารกมักเกิดขึ้นในช่วงหลังจากสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์ และมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามอายุครรภ์ การบาดเจ็บจากการกระแทก (blunt abdominal injury) มักเป็นการบาดเจ็บในส่วนของกระโหลกศีรษะ และสมอง โดยเฉพาะในช่วงที่ศีรษะของทารกลงต่ำมาอยู่ในอุ้งเชิงกราน นอกจากนี้ภาวะมดลูกแตก และรกลอกตัวก่อนกำหนด ก็ทำให้ทารกเสียชีวิตในอัตราที่สูงได้เช่นเดียวกัน

การช่วยเหลือเบื้องต้นสำหรับผู้ป่วยตั้งครรภ์

  • scene size-up
    • ตรวจสอบความปลอดภัยของผู้ช่วยเหลือ
    • มองหาสาเหตุของอาการบาดเจ็บ ถ้ามี
    • ประเมินการเสียเลือดในที่เกิดเหตุ
    • ประเมินเลือดที่ออก เนื้อเยื่ออื่น ๆ ที่พบในที่เกิดเหตุ
    • การประเมินเบื้องต้น (initial assessment)
  • อาการโดยทั่วไป
    • เป็นผู้ป่วยตั้งครรภ์หรือไม่
    • มีอาการปวดท้องหรือไม่
    • มีหลักฐานของการชักหรือไม่
    • มีส่วนของทารกให้เห็นจากช่องคลอดหรือไม่
    • ระดับความรู้สึกตัว
    • ทางเดินหายใจ
    • การหายใจ
    • ระบบไหลเวียนโลหิต
    • อาการและอาการแสดงของภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์: ปวดท้อง เลือดออกทางช่องคลอด อาการอ่อนเพลีย หน้ามืด ช็อค ชัก บวมตามตัว
    • ความดันโลหิต อาจต่ำในผู้ป่วยที่มีการเสียเลือด หรือสูง ในภาวะครรภ์เป็นพิษ
    • ชีพจร เร็วในภาวะเสียเลือด
  • การช่วยเหลือเบื้องต้น
    • เปิดทางเดินหายใจ อาจใช้ nasopharyngeal หรือ oropharygeal airway ถ้าผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว ดูดเสมหะที่อาจอุดกั้นทางเดินหายใจ
    • ช่วยหายใจ ถ้าหายใจไม่เพียงพอ
    • ให้ออกซิเจน ผ่านทางหน้ากากออกซิเจน 15 ลิตรต่อนาที
    • ถ้ามีเลือดออกจากช่องคลอด ให้ใช้ผ้าสะอาดปิดบริเวณช่องคลอด ห้ามใส่เข้าไปในช่องคลอด เพราะอาจทำให้เลือดออกมากขึ้น
    • ให้นอนตะแคงซ้าย หรือหนุน spinal board ด้านขวาให้สูงขึ้น
    • นำส่งยังสถานพยาบาลที่สามารถดูแลผู้ป่วยได้

ภาวะฉุกเฉินขณะคลอด

การคลอดแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

  • ระยะแรก: เป็นช่วงที่มดลูกเริ่มมีการหดรัดตัวเป็นช่วง ๆ ร่วมกับการเปิดของปากมดลูก ซึ่งทำให้มีมูดปนเลือดออกทางช่องคลอด ใช้เวลา 8-10 ชั่วโมง ในครรภ์แรก และ 5-7 ชั่วโมงในครรภ์ต่อมา
  • ระยะที่สอง: เป็นระยะที่ปากมดลูกเปิดได้ประมาณ 3-4 เซนติเมตร ทารกจะเริ่มเคลื่อนตัวลงสู่ด้านล่าง จนกระทั่งเด็กคลอดใช้เวลาประมาณ 60 นาที
  • ระยะที่สาม: เป็นการคลอดของรก ใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที

อาการและอาการแสดงที่บ่งบอกว่ามีการเจ็บครรภ์คลอด ซึ่งจำเป็นต้องทำคลอดฉุกเฉิน ได้แก่

  • ศีรษะเด็กตุงอยู่ที่ปากช่องคลอด (crowning)
  • มีการหดรัดตัวของมดลูกทุก ๆ 2 นาที ครั้งหนึ่งนานประมาณ 60 วินาที
  • มีอาการปวดเบ่ง

โดยทั่วไปทางที่ดีที่สุด คือ การนำมารดาที่เจ็บครรภ์ไปคลอดยังโรงพยาบาล แต่ในบางสถานการณ์ที่อาจต้องทำคลอดในที่เกิดเหตุ เนื่องจากไม่สามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลได้ทันเวลา

การทำคลอดในภาวะฉุกเฉิน

  • อย่าตื่นเต้นตกใจ
  • ใส่อุปกรณ์ป้องกัน ถุงมือ เสื้อคลุม
  • อย่าให้มารดาไปเข้าห้องน้ำด้วยอาการปวดท้องถ่าย
  • อย่าหนีบขาผู้ป่วย หรือทำการขัดขวางช่องทางการตลอด
  • เตรียมอุปกรณ์การทำคลอด
  • อุปกรณ์ตัดสายสะดือ
  • เชื่อกสำหรับผูกสายสะดือ
  • ผ้าเช็ดตัวแห้ง
  • ผ้าซับเลือด
  • ผ้าสำหรับห่อทารก
  • น้ำยาฆ่าเชื้อ
  • ให้มารดานอนราบ ชันเข้าสองข้างขึ้น
  • ทำความสะอาดรอบ ๆ ช่องทางคลอด ปูผ้าปลอดเชื้อ
  • ประเมินการดำเนินการคลอด จนกระทั่งศีรษะเด็กตุงที่ปากช่องคลอด (crowning)
  • เจาะถุงน้ำคร่ำ ถ้ายังไม่แตก
  • ทำการคลอดศีรษะ
  • ดูดเสมหะออกจากปากและจมูกของทารก
  • ทำการคลอดตัว
  • ผูก หรือหนีบสายสะดือ
  • เช็ดตัวทารก
  • ทำคลอดรก
  • ประเมินการเสียเลือด
  • คลึงมดลูก
  • ใช้ผ้าสะอาดปิดช่องคลอด และเคลื่อนย้ายผู้ป่วย

ความผิดปกติของการคลอด

แบ่งออกเป็น

  • ท่าของทารกที่ผิดปกติ นอกเหนือไปจากศีรษะ
  • น้ำคร่ำมีสีหรือกลิ่นผิดปกติ
  • การเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด
  • มีการเจ็บครรภ์หลังจากคลอดทารกแล้ว อาจเป็นครรภ์แฝด

การคลอดท่าผิดปกติ (abnormal presention)

สายสะดือย้อย (prolapsed cord)

ProlapsedCord2.jpg

เกิดหลังจากที่ถุงน้ำคร่ำแตก แล้วสายสะดือย้อยลงมาก่อนหน้าศีรษะทารก ทำให้สายสะดือถูกกดทับจากอุ้งเชิงกราน และศีรษะทารก ทำให้ทารกขาดอากาศ ถือเป็นภาวะเร่งด่วน ที่ต้องได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดเอาทารกออกทางหน้าท้อง


การช่วยเหลือเบื้องต้น

  • ให้มารดานอนหัวต่ำ ยกสะโพกขึ้นสูง เพื่อลดแรงกดทับสายสะดือ
  • ใส่ถุงมือปลอดเชื้อ แล้วใช้นิ้วมือสอดเข้าไปในช่องคลอด ดันส่วนศีรษะของเด็กกลับขึ้นไป ระวังไม่ให้กดถูกสายสะดือ
  • คลุมสายสะดือด้วยผ้าปลอดเชื้อชุบน้ำ
  • ทำการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด


คลอดท่าก้น

เป็นความผิดปกติของทารกที่ส่วนของสะโพก หรือขาออกมาก่อน เป็นภาวะที่มีความเสี่ยงสูง ควรรีบเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด โดยทำการหนุนสะโพกให้สูงขึ้นในระหว่างการเคลื่อนย้าย

ครรภ์แฝด

ภาวะที่มีการตั้งครรภ์ทารกมากกว่า 1 คน ผู้ช่วยเหลือควรระวังในกรณีดังต่อไปนี้

  • หน้าท้องของมารดายังคงมีขนาดใหญ่หลังจากคลอดทารกแล้ว
  • มดลูกยังมีการหดรัดตัวอย่างมาก หลังจากคลอดทารกแล้ว ประมาณ 10 นาที
  • ขนาดทารกไม่สัมพันธ์กับขนาดครรภ์ของมารดา

การช่วยเหลือเบื้องต้น

  • เตรียมทำคลอดสำหรับทารกคนที่สอง
  • ระวังการตกเลือดหลังคลอด
  • ถ้าประเมินว่าทารกคนที่สองยังไม่คลอด ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายมารดาไปยังโรงพยาบาล ให้ทำการเคลื่อนย้าย
  • ทารกที่เกิดมามักมีน้ำหนักตัวน้อย ซึ่งอาจต้องการการดูแลเพิ่มเติม ควรนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ภาวะฉุกเฉินหลังการคลอด

  • การตกเลือดหลังคลอด (postpartum hemorrhage)
  • การติดเชื้อหลังคลอด (postpartum infection)
  • ภาวะครรภ์เป็นพิษ และการชักเนื่องจากครรภ์เป็นพิษ
  • ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน (thromboembolism)
  • ภาวะน้ำคร่ำอุดตันในปอด (amniotic embolism)


การตกเลือดหลังคลอด (postpartum hemorrhage)

เป็นสาเหตุการตายประมาณ 28% ของภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วง 24 ชั่วโมงแรกภายหลังการคลอด สาเหตุของการตกเลือดหลังคลอดมีดังต่อไปนี้

  • มดลูกไม่หดรัดตัว (uterine atony)
  • มดลูกแตก (uterine rupture)
  • บาดแผลที่เกิดจากการคลอด (birth canal laceration)
  • รกค้าง (retained placental tissue)
  • มดลูกปลิ้น (uterine inversion)
  • ความผิดปกติในการแข็งตัวของเลือด (coagulopathy)

การรักษาที่สำคัญ คือ การประคับประคองในด้าน ABC และแก้ไขสาเหตุที่ทำให้เกิดการตกเลือด ดังนั้นหากสงสัยว่ามีภาวะตกเลือดหลังคลอดเกิดขึ้น ควรนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

การติดเชื้อหลังคลอด (postpartum infection)

เป็นการติดเชื้อภายหลังการคลอด ซึ่งพบได้บ่อยกว่าในมารดาที่ได้รับการผ่าท้องคลอด ซึ่งรักษาได้โดยการใช้ยาปฏิชีวนะแบบรับประทาน ในกรณีที่อาการไม่รุนแรง

ในกรณีที่การติดเชื้อมีอาการรุนแรง จำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล โดยการใช้ยาปฏิชีวนะแบบฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ร่วมกับการผ่าตัดเพื่อระบายหนองออกจากโพรงมดลูก

ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน (thromboembolism)

ในหญิงตั้งครรภ์จะมีความเสี่ยงในการเกิดหลอดเลือดดำอุดตันที่ขา มากกว่าหญิงที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ถึง 20 เท่า ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในปอดมากขึ้น โดยมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ อีกดังต่อไปนี้

  • อ้วน (obesity)
  • นอนอยู่บนเตียงนาน ๆ (bed rest)
  • อายุมาก
  • เคยเป็นหลอดเลือดที่ขาอุดตันมาก่อน
  • อาการบาดเจ็บ
  • มีบุตรหลายคน

อาการที่แสดงให้เห็นถึงภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอดมีดังนี้

  • ชีพจรเต้นเร็ว ความดันโลหิตต่ำ
  • เส้นเลือดดำที่คอโป่ง
  • หายใจเหนื่อย ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำลง


ภาวะน้ำคร่ำอุดตันในปอด (amniotic embolism)

เป็นภาวะที่พบได้ไม่บ่อย แต่มีอัตราการเสียชีวิตของมารดาสูง 60-80% อาการของมารดาจะแย่ลงอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลา 1 ชั่วโมง โดยจะมีอาการของช็อค ชัก ออกซิเจนในเลือดลดต่ำ การรักษาทำได้โดย การคลอดโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตามมักจะพบความพิการทางด้านระบบประสาทในผู้ป่วยที่รอดชีวิต