“365 วัน...ความดีงามหรือความผิดพลาด”: ความทรงจำในโอกาสครบรอบ 1 ปีของการระเบิดหน้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
ฉันบอกลาแม่และพี่น้อง ยกเลิกตารางต่างๆของครอบครัวที่จะทำในวันรุ่งขึ้น แม่และพี่น้องเข้าใจ บอกว่าไปเถอะ ไปทำงานก็คือทำบุญเหมือนกัน ฉันจึงบอกวานน้องชายให้มาส่งเพราะเวลานั้นหารถประจำทางลำบาก อีกทั้งฉันร้อนใจอยากจะกลับถึงกรุงเทพเร็ว ๆ น้องชายฉันจึงต้องจัดกระเป๋าเดินทางอีกครั้ง เพราะน้องชายฉันได้เปิดกระเป๋าเอาสัมภาระออกมาจากกระเป๋าเดินทาง ตั้งแต่เมื่อถึงบ้านในตอนเช้า ส่วนฉันยังไม่ทันได้เปิดกระเป๋าตั้งแต่มาถึงบ้าน ( ปกติฉันจะต้องเอาสัมภาระออกเมื่อกลับถึงบ้าน ) เหมือนเป็นลางว่าจะต้องกลับมาที่กรุงเทพอีกในวันนั้น ฉันจึงไม่ต้องจัดกระเป๋าใหม่ เป็นอันว่าเราสองคนพี่น้องต้องออกเดินทางกลับกรุงเทพอีกครั้งเมื่อเวลาประมาณ 18.35 น. น้องฉันตัดสินใจว่าถ้าส่งฉันที่กรุงเทพแล้ว ก็จะกลับไปลพบุรีเลย เพราะไม่อยากตีรถกลับเพชรบุรีอีกครั้ง ในปีใหม่นี้เราจึงไม่ได้ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่กับครอบครัวตามแผนที่วางไว้
ระหว่างเดินทาง ถนนดูว่างไม่ค่อยมีรถมากนัก เหมือนจะเป็นใจให้ฉันกลับถึงกรุงเทพเร็วๆ บังรายงานเหตุการณ์และอาการผู้บาดเจ็บเป็นระยะ ๆ และฉันได้โทรฯ ติดต่อหมอรอย ( หมอรัฐพงษ์ บุรีวงษ์ แพทย์ประจำบ้านเวชศาสตร์ฉุกเฉินชั้นปีที่ 2) ซึ่งเป็นแพทย์เวรห้องฉุกเฉินในวันนั้น ( เปรียบเสมือน Incident commander โดยจำยอมในห้องฉุกเฉินในเวลานั้น โดยไม่ต้องรอให้ใครแต่งตั้ง ซึ่งต่อมาอาจารย์ทวี แพทย์ประจำแผนกศัลยกรรม เป็นผู้รับหน้าที่นี้แทน เมื่อโรงพยาบาลประกาศแผนอุบัติภัยหมู่ ) ฉันสอบถามหมอรอยถึงจำนวน และอาการผู้บาดเจ็บ ซึ่งต้องรายงานผู้อำนวยการให้ทราบ ( เพราะถ้าถามทางประชาสัมพันธ์โรงพยาบาล อาจเกิดความล่าช้าในการให้ข้อมูลที่เป็นศัพท์ทางการแพทย์ ) อีกทั้งทางห้องฉุกเฉินเองก็กำลังยุ่ง บังจึงเลือกช่วงจังหวะที่หมอรอยพอจะมีเวลาพูดคุยได้บ้าง ติดต่อให้ฉันได้สอบถามข้อมูลและความคืบหน้าของผู้บาดเจ็บทางโทรศัพท์ ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากหมอรอย ซึ่งต้องขอบคุณหมอรอยเป็นอย่างยิ่งที่เป็นทั้งแพทย์ Incident commander ในห้องฉุกเฉิน ,แพทย์ผู้รักษาผู้บาดเจ็บในห้องฉุกเฉิน อีกทั้งยังเจียดเวลามาประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลอีกด้วย ฉันติดต่อกับบังและหมอรอย ตลอดการเดินทางทางโทรศัพท์ จนกระทั่งฉันกลับถึงโรงพยาบาล
เมื่อฉันเข้ามาในรั้วโรงพยาบาลเป็นเวลาประมาณ 19.45 น.เห็นจะได้ ฉันเห็นเจ้าหน้าที่กู้ชีพและอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู( วันนั้นเป็นเวรที่มูลนิธิร่วมกตัญญูเป็นผู้รับผิดชอบพื้นที่ที่เกิดเหตุ) ยืนกันอยู่ที่หน้าศูนย์กู้ชีพเต็มไปหมด ฉันยกกระเป๋าเดินทางเข้ามาในศูนย์กู้ชีพ เห็นเจ้าหน้าที่กู้ชีพหลายคนกำลัง นั่งดูข่าวในทีวี มีเจ้าหน้าที่กู้ชีพคนหนึ่ง ฉันจำไม่ได้ว่าเป็นใครพูดว่า “ ป้า เที่ยงคืนคงไม่มีระเบิดแล้วล่ะ ป้ากลับไปนอนที่หอก่อนก็ได้” แต่ฉันบอกว่า “ได้อย่างไง ใครจะไปนอนได้ ไม่แน่หรอก เพราะตอนเที่ยงคืนยังมีการ Count down ที่ world trade center อีก อะไรจะเกิดก็ได้ทั้งนั้น เตรียมพร้อมไว้ดีกว่า” แล้วฉันก็เดินไปที่ห้องฉุกเฉิน เห็นทุกคนกำลังยุ่ง ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร หมอและพยาบาลกำลังสาละวนกับการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ( ความจริงน่าจะมีสัญลักษณ์อะไรสักอย่างที่ Identify บุคลากรที่ปฏิบัติงานในกรณีอุบัติภัยหมู่ ได้ชัดเจนมากกว่านี้ เช่น เสื้อกั๊ก, หมวก หรืออื่นๆที่มองเห็นได้ชัด เพราะลำพังป้ายคล้องคอของผู้ปฏิบัติงาน คงมองไม่เห็นมากนัก ทำให้ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าหน้าที่ ใครเป็นคนไข้ หรือใครเป็นใครกันแน่)
ฉันเดินกลับมาที่ศูนย์กู้ชีพอีกครั้ง และเตรียมพร้อมอยู่ที่นั่นกับทีมอีกหลายคน ฉันสอบถามเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในเหตุการณ์ได้ความเพิ่มเติมว่า ก่อนเกิดเหตุมีวิทยุแจ้งเข้ามาที่ศูนย์ว่า หม้อแปลงไฟที่ป้อมตำรวจหน้าอนุสาวรีย์ชัยฯ ระเบิด ( แสดงว่าข้อมูลในการแจ้งเหตุคลาดเคลื่อน ซึ่งมักเป็นข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อย ) ขณะนั้นเวรรถ1( รถเวรประจำการ EMS) กำลังออกไปรับผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุและกำลังนำส่งห้องฉุกเฉินโดยแจ้งCode M ( หมายถึงผู้บาดเจ็บ Multiple injury ) มาที่ ER จึงมีแพทย์ Trauma team มารอผู้บาดเจ็บรายนี้อยู่ที่ ER อยู่แล้ว รถ1 จึงไม่พร้อมออกปฏิบัติการในเวลานั้น พอดีเวลา 18.00น เป็นเวลาที่แพทย์เวรนเรนทร จะต้องเปลี่ยนเวรกัน หมอต่อพงษ์ ครองไตรเวทย์ (แพทย์ประจำบ้านเวชศาสตร์ฉุกเฉินปีที่ 2 )ซึ่งจะต้องอยู่เวรผลัดเย็นจึงมารอเปลี่ยนเวรกับหมอกิติมา รอดเกิด (แพทย์ประจำบ้านเวชศาสตร์ฉุกเฉินปีที่ 2 ) ซึ่งเป็นเวรผลัดเช้าที่กำลังนำผู้บาดเจ็บ Code M ส่งมอบให้ห้องฉุกเฉินทำการรักษาพยาบาลต่อ
สักครู่มีวิทยุแจ้งขอความช่วยเข้ามาอีก (ภายหลังทราบว่ากอล์ฟ หรือ กู้ชีพ 404 ,จิรวัฒน์ ร้อยเที่ยง ซึ่งไม่ได้อยู่เวร แต่ได้เดินทางไปช่วยถึงที่เกิดเหตุเป็นคนแรก เพราะได้ยินข้อมูลทางวิทยุมาโดยตลอด ) พอดีกับเวรรถ 1 เสร็จสิ้นภารกิจจากการมอบผู้บาดเจ็บที่แจ้ง Code M ให้กับห้องฉุกเฉินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หมอต่อพงษ์ซึ่งรอเปลี่ยนเวรกับหมอกิติมา จึงออกปฏิบัติการไปยังที่เกิดเหตุพร้อมทีมรถ1 ( โดยไม่มีคำสั่ง แต่เพราะเหตุการณ์อยู่หน้าโรงพยาบาล ถ้าไม่ออกคงแปลกพิลึก และทั้งทีมไม่มีใครรู้ว่าเป็นการวางระเบิด คิดว่าหม้อแปลงไฟระเบิดตามที่มีผู้แจ้งมา)
เมื่อถึงที่เกิดเหตุ ทีมกู้ชีพได้พบกู้ชีพ 404 ซึ่งถึงที่เกิดเหตุอยู่ก่อนแล้ว กำลังช่วยผู้บาดเจ็บอยู่ ทุกคนจึงทราบว่าเป็นการวางระเบิดไม่ใช่หม้อแปลงไฟระเบิด ซึ่งตามหลักการที่จะเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในสถานการณ์เช่นนี้ จะต้องมีหน่วยที่เกี่ยวข้องมาเคลียร์พื้นที่เสียก่อน เช่นตำรวจท้องที่ หรือเจ้าหน้าที่ที่เก็บกู้ระเบิด แต่สถานการณ์ในวันนั้น ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาในที่เกิดเหตุสักคน มีแต่ตำรวจที่ประจำป้อมยาม 1 คนเท่านั้น ทุกคนในทีมจึงใช้หัวใจในการตัดสินใจเข้าไปช่วยเหลือ เพราะมีผู้บาดเจ็บอยู่ต่อหน้าต่อตา
ฉันถามกอล์ฟ( กู้ชีพ 404 ) ณัฐ ( กู้ชีพ 309, ณัฐวุฒิ เทพพานิช) และบัง(กู้ชีพ 602) เจ้าหน้าที่กู้ชีพที่ออกไปช่วยในวันนั้นว่าทำไมจึงตัดสินใจเข้าไปช่วย ทั้งหมดบอกว่าเมื่อรู้ว่าเป็นระเบิด และมีผู้บาดเจ็บนอนอยู่ตรงหน้าซึ่งยังไม่มีตำรวจท้องที่มาเคลียร์ที่เกิดเหตุเลยสักคน จะให้วิ่งกลับออกมาและไม่เข้าไปช่วยคงทำใจไม่ได้( ฉันคิดว่า มีคนอีกหลายคนคงต้องคิดเหมือนกับกอล์ฟ, ณัฐ และบัง โดยเฉพาะคนที่มีจิตวิญญาณกู้ชีพ แม้แต่ฉัน ถ้าอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าฉันจะใจแข็งพอที่จะไม่เข้าไปช่วยหรือเปล่า ฉันอาจจะตัดสินใจเหมือนกับพวกเขาทั้งหมด และเข้าไปช่วยก็ได้ ถึงแม้ว่าฉันจะเคยสอนใครต่อใครให้นึกถึงความปลอดภัยก่อนเข้าไปช่วยก็ตาม ฉันคิดว่าบางที เส้นคั่นบางๆของหลักการทางวิชาการที่ต้องนึกถึงความปลอดภัย กับมนุษยธรรมและความรู้สึกสงสารที่เห็นผู้บาดเจ็บอยู่ตรงหน้า มันอยู่ใกล้กันเหลือเกิน จนอาจจะบอกไม่ได้ว่าผู้ที่เข้าไปช่วยนั้นได้ทำในสิ่งที่ผิดหรือถูกกันแน่ที่เข้าไปช่วยเหลือ โดยเฉพาะถ้าผู้บาดเจ็บเป็นญาติหรือคนที่เรารัก)
กอล์ฟ ,ณัฐ และบัง บอกว่า ก็คิดถึงความปลอดภัยก่อนเข้าไปช่วยเหมือนกัน จึงประเมินสถานการณ์เบื้องต้น โดยพิจารณาพื้นที่โดยรอบที่เกิดเหตุ เห็นว่าเป็นที่โล่งไม่มีสิ่งใดที่น่าจะเป็นอันตราย จึงได้บอกตำรวจป้อมยามที่อยู่ในเหตุการณ์ กั้นบริเวณไว้ก่อนและกันไม่ให้เหล่าไทยมุงเข้ามาในที่เกิดเหตุ ( การปิดกั้นพื้นที่อันตรายเป็นสิ่งที่สำคัญในเหตุการณ์เช่นนี้) กอล์ฟได้ร้องบอกให้ผู้บาดเจ็บที่เดินได้ เดินออกมารวมตัวกันที่หน้าป้ายรถเมล์( เป็นการคัดแยกผู้บาดเจ็บอย่างง่ายๆในกรณีมีผู้บาดเจ็บหลายคน ซึ่งเข้าหลักการเบื้องต้นของ S.T.A.R.T. Triage เชียวล่ะ ) จากนั้นจึงตัดสินใจเข้าไปช่วย ( ต่อมาฉันได้รับความรู้จากเจ้าหน้าที่เก็บกู้ระเบิดว่า ถ้าจำเป็นจะต้องเข้าไปในเหตุการณ์ที่มีลักษณะเช่นนี้ เพื่อความปลอดภัย ควรเข้าไปโดยใช้เส้นทางเดียว เป็นแถวเรียงหนึ่ง อย่าเปลี่ยนเส้นทางใหม่ เพราะถ้าเส้นทางที่เป็นแถวเรียงหนึ่ง เข้าไปแล้วปลอดภัย จะสันนิฐานในเบื้องต้นได้ว่า ไม่น่าจะมีระเบิดในเส้นทางนั้น แต่ถ้าต่างคนต่างเข้าไปคนละทิศคนละทาง อาจเกิดอันตรายได้มากกว่า) การพิจารณาความปลอดภัยก่อนเข้าไปช่วยและการคัดแยกผู้บาดเจ็บของกอล์ฟ ทำให้ฉันรู้สึกได้ว่าเจ้าหน้าที่กู้ชีพของฉัน ก็มีองค์ความรู้และการตัดสินใจเฉพาะหน้าเป็นที่น่าพอใจทีเดียว
- ubon's blog
- Login or register to post comments
